สัพเพเหระ คุยกันขำๆ ปั่นกระทู้กันไป เชิญคร้าบบบ

วรวรรณ พาร์ค คอนโดมิเนียม (ซอยงามวงศ์วาน 59)
Get_n
Posts: 939
Joined: 16 Dec 2008 20:25

สัพเพเหระ คุยกันขำๆ ปั่นกระทู้กันไป เชิญคร้าบบบ

Postby Get_n » 14 May 2009 03:32

กระทู้นี้ เน้นกันแบบไร้สาระอ่ะ คุยกันขำๆ ได้ทุกเรื่องนะคร้าบบบ :-D
Guest
Posts: 1683436
Joined: 24 Feb 2006 06:41

สัพเพเหระ คุยกันขำๆ ปั่นกระทู้กันไป เชิญคร้าบบบ

Postby Guest » 15 May 2009 00:24

สงสัยครับว่าที่คอนโดวรวรรณ ผ่าน EIA ยังครับ

เห็นบางที่สร้างเสร็จก็ไม่ได้โอนซักที่ต้องรอผ่านEIA ของสิ่งแวดล้อมก่อนครับ
Get_n
Posts: 939
Joined: 16 Dec 2008 20:25

สัพเพเหระ คุยกันขำๆ ปั่นกระทู้กันไป เชิญคร้าบบบ

Postby Get_n » 18 May 2009 05:56

บทความดีๆ 'เด็กขี้ขโมย'



อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย'



เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่นพร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็วทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว



แม่ถามฉันว่า 'อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่ เหรอ' 'ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกัน ละ'



ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่าง ร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว เสียงเอะอะดังมากขึ้น ฉันหันไปมอง ป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ



แม่จึงเดินเข้าไปถาม 'พี่หนอม มีไรหรอคะ'



'ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย'



พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้ 'ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ'



แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่ 'เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสีย นิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ'



ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้ แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า 'อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอมเด็ก มันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ'



ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่ 'ใจดีกับเด็กขี้ขโมยแบบนี้ ระวังจะ เสียใจทีหลังนะเธอ'



แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่างจากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า 'ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ' เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า 'แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง...'



แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า 'ทีหลังอย่าขโมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอาส้มไปฝากคุณแม่ซิ คนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย'



แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป



หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที 'ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนั้นด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ'



แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า 'ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้น รับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง'



'แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขา เป็นขโมยนี่แม่' ฉันถามต่อ



แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า 'แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูก จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่า กว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น'



ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า 'แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า'



'ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร' 'แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะ แม่'



'ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก'



แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า 'จำไว้นะลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้'



แล้วแม่ก็พูดต่อว่า 'ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆบ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ'



หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตาว่า คำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ



หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปี เพื่อส่งฉันเรียน



แม่ยอมปิดร้านแต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่



ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้น เรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอ แล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง



หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น



แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอ หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน



หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจ ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมอง เป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง



หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่ และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก



แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือ ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูงเป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายาระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท



ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง



หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบผลสำเร็จ และไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรงพยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฏว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท เป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น



ฉันแปลกใจมาก จึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ



ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลัง จากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกาแต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้



เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้



ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์ ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้



ค่าผ่าตัด 0 บาท



ค่ายาทั้งหมด 0 บาท



ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท



รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท



ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า



นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร

_________________________________________________________________



จากคุณ Love Love
User avatar
hyesoo
Posts: 51
Joined: 16 Dec 2008 00:42

สัพเพเหระ คุยกันขำๆ ปั่นกระทู้กันไป เชิญคร้าบบบ

Postby hyesoo » 19 May 2009 00:41

เรื่องนี้มันไม่ใช่ คุยกันขำๆ หรือปั่นกระทู้นะครับเนี่ย

อ่านแล้วซึ้งใจมากๆ

น้ำตาไหลเลยจิงๆ

ขอบคุณ mod มากๆเลยนะครับ

คราวหน้าขอเรื่องอย่างนี้มาอีกนะครับ



เรื่องราวเหล่านี้จะทำให้สังคมของเราดีขึ้นอีกเยอะ

Get_n
Posts: 939
Joined: 16 Dec 2008 20:25

สัพเพเหระ คุยกันขำๆ ปั่นกระทู้กันไป เชิญคร้าบบบ

Postby Get_n » 19 May 2009 02:20



ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า




พออ่านวรรคสุดท้าย ขนแขนลุกซู่ เลยครับ:)
Get_n
Posts: 939
Joined: 16 Dec 2008 20:25

สัพเพเหระ คุยกันขำๆ ปั่นกระทู้กันไป เชิญคร้าบบบ

Postby Get_n » 19 May 2009 23:55

บทความ แม่หมาขี้เรื้อนกับคนใจดำ



เรื่องมีอยู่ว่า พี่ชิตแกเป็นคนใจดำครับชอบยิงนกตกปลาไปเรื่อย แต่ที่หนักก็คงเป็นเนื้อหมา แกกินแหลกครับแต่แม่แกบอกมันบาปนะลูก(ไม่สนโว้ย)

เมื่อราว15ปีก่อนมีเหตุการณ์ที่ทำให้แกเปลี่ยนไปครั้งนั้นมีหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งครับมันมักวิ่งไปหาของกินแถวๆบ้านแกบ่อย เพราะบ้านแกติดตลาด พี่แกกินหมาอยู่บ่อยๆแต่ กรณีหมาขี้เรื้อนแกบอก “กูกินไม่ลงว่ะ”

แกทำอย่างเดียวคือไล่ฆ่า แต่มันรอดใด้ทุกครั้ง (สงสัยมีของ)มันไปหาของกินทีบางทีก็ใด้บางทีก็ไม่ใด้

คราวนั้นเนื้อแห้งที่แกตากใว้หายไป พอมองไปก็เห็นแม่หมาขี้เรื้อนวิ่งหลุนๆไป แกเดือดทันทีครับวิ่งตามไป คราวนี้ทันครับเพราะหมาขี้เรื้อนวิ่งช้ามาก

แกทุบไปทีเดียวหมานั่นล้มลงชักทันที(แกบอกว่าหากตีตรงจุดแค่ไม้บรรทัดก็ตาย) แกทิ้งใว้ตรงนั้นไม่อยากจับแต่จะทำกินตรงนั้นกลับบ้านไปเตรียมของ

(แค้นจัดอยากกินหมาขี้เรื้อน)ให้ผมเฝ้าใว้(ยังเด็กอายุแค่12)ผมก็มัวแต่เก็บตะขบจนลืมดู(ในใจอยากให้มันรีบไปจะใด้ไม่ตาย)มันไปจริงครับหายวับไปพี่ชิตแกโกรทมากคงอยากเตะผมเต็มแก่แต่ลุงผมแกเป็นนักเลงใหญ่และเป็นคนสอนวิธีฆ่าหมาให้ ก็ต้องวิ่งตามอย่างเดียวพร้อมบ่น”ทำไมมันไม่ตายวะ”



พักหนึ่งก็ใด้ยินเสียงหมาเห่า



แกตามทันทีพอไปถึง ภาพที่เห็น



หมาขี้เรื้อนกำลังจะตายมันมีลูกที่ต้องเลี้ยง5ตัวครับวัยกำลังหย่านมบางตัวยังกินนมอยู่บางตัว

ก็วิ่งไปคาบเนื้อที่แม่หมาขี้เรื้อนคาบไปฝาก(เห็นกับตา) ที่มันยังไม่ยอมตายเพราะต้องกลับไปให้นมลูกแม้น้ำนมแห้งกรังเอาอาหารไปให้ลูกมัน



เรียกลูกๆเพื่อให้นมให้อาหารเป็นครั้งสุดท้ายแม่หมาพยายามอย่างดีที่สุด

มันมองผมกับพี่ชิตอย่างขอร้อง ขอให้มันให้นมลูกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย



ไม่อยากเชื่อนั่นคือน้ำตาของหมาขี้เรื้อน มันแค่ต้องการให้นมลูกก่อนตาย พี่ชิตไม้หล่นลงกับพื้น



เดินเข้าไปดูแม่หมานั่น ในยามนั้นสิ่งที่แกเห็นไม่ใช่หมาขี้เรื้อน แต่แกเห็นแม่ที่ยิ่งใหญ่ที่ทนเจ็บกลับ



ไปหาลูกแกไม่พูดอะไรทุกอย่างจุกอยู่ที่ลำคอสายตาอ่อนโยนลง



ลูกหมาตัวหนึ่งวิ่งไปหาแกกระดิกหางให้แกอุ้มลูกหมาขึ้นพร้อมพูดว่า”ขอโทษ” พูดใด้แค่นั้นแม่หมาก็ตาย เราช่วยกันฝังแม่หมา

แกรับเลี้ยงหมานั่นใว้ ทั้ง5ตัวตั้งแต่นั้นแกกลายเป็นคนใจดีไม่ไล่ยิงนกยิงหมายิงแมวอีกแกบอก”มันอาจมีลูกรออยู่ก็ใด้”

เมื่อ12สิงหา2ปีที่แล้วแกเอามะลิร้อยเป็นพวงไปให้แม่ทั้งๆที่ไม่เคยทำ พูดกับแม่ว่า



“แม่ตอนผมอายุ16แม่สอนผมยังไงนะสอนอีกหนใด้ไหมครับ”



แม่แกน้ำตาคลอพูดไม่ออก





ไม่อยากเชื่อแม่หมาขี้เรื้อนตายไป1ตัว กลับทำให้คนใจดำอย่างแกเปล่ยนไปขนาดนี้



บทความจาก : แม่หมาขี้เรื้อนกับคนใจดำ

Get_n
Posts: 939
Joined: 16 Dec 2008 20:25

สัพเพเหระ คุยกันขำๆ ปั่นกระทู้กันไป เชิญคร้าบบบ

Postby Get_n » 20 May 2009 00:02

บทความ เรื่องแกะ... แกะ...



บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

1. แกะดำ ตัวหนึ่งถูกปล่อยหลงทางกลางป่า มันอยากกลับบ้านไปหาแม่



คุณจะช่วย (อ่านต่อข้อ 2)



ช่างหัวแกะ (อ่านต่อข้อ 13)







2. "แบะ ... แบะ ... แบะ" แกะบอกทาง คุณฟังไม่รู้เรื่อง



แกล้งทำเข้าใจ (อ่านต่อข้อ 4)



ช่างหัวแกะ (อ่านต่อข้อ 13)







3. คุณขี้โกง มาอ่านข้อนี้ได้ไง



ขอโทษลืมตัวไป (กลับไปอ่านข้อ 2 ใหม่)



ช่างหัวแกะ (อ่านต่อข้อ 13)







4. คุณพาแกะเดินมั่วจนไปเจอลา



คุณให้ลาช่วย (อ่านต่อข้อ 5)



ช่างหัวแกะ (อ่านต่อข้อ 13)







5. "ละ...ละ ... ลา" ลาตอบ คุณก็ยังฟังไม่รู้เรื่องอีก



คุณให้ลานำทาง (อ่านต่อข้อ 6)



ช่างหัวแกะและลา (อ่านต่อข้อ 13)







6. ลาพาคุณกับแกะ ไปหาม้าให้คุณขี่ จะได้ไม่เหนื่อยระหว่างทางกับบ้านแกะ



ไม่ขี่หรอก เดินไปด้วยกันดีกว่า (อ่านต่อข้อ 8)



กระโดดขึ้นหลังม้าทันที (อ่านต่อข้อ 8 เหมือนกัน ไม่เหนื่อยดีด้วย)







7. คุณขี้โกงอีกแล้ว



ขอโทษๆ ลืมตัวอีกแล้ว (กลับไปอ่านข้อ 2 ใหม่อีก)



ทำผิดหยุดอ่านหนึ่งตา







8. หลายวันต่อมา คุณแกะลาม้า ยังเดินวนเวียนไปไม่ถึงไหน



หิวจนตาลาย (อ่านต่อข้อ 9)



อดทน ส่งแกะให้ได้ก่อน (อ่านต่อข้อ 14)







9. แกะลาม้า นั้นกินหญ้าได้ตลอดทาง ส่วนคุณยังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลย



แกะลาม้าน่ากินจัง (อ่านต่อข้อ 10)



แกะลาม้าน่ากินจริงๆ (อ่านต่อข้อ 10)







10. จะกินแกะก่อนลา ลาก่อนม้า หรืออะไรก่อนอะไรดี



กินมันพร้อมๆ กันนั่นแหละ (อ่านต่อข้อ 11)



ใช่มันจะได้ไม่ทันตั้งตัว (อ่านต่อข้อ 11)







11. คุณจับแกะลาม้า



ใส่กระทะกวน (อ่านต่อข้อ 12)



เสียบไม้ย่าง (อ่านต่อข้อ 13)







12. แกะลาม้า ถูกกวนรวมผสมสลับปนเป



กลายเป็นอาหารสีดำ (อ่านต่อข้อ 15)



กลายเป็นข้าวต้ม (อ่านต่อข้อ 16)







13. คุณใจร้ายมาก



รู้สึกผิด (กลับไปอ่านข้อ 2 ใหม่)



ช่างหัวแกะ (อ่านข้อ 13 ซ้ำ 13 เที่ยว)







14. คุณพาแกะไปส่งบ้านจนสำเร็จ แม่แกะไม่ดีใจเลย เพราะมันไม่อยากมีลูกสีดำ หลังจากคุณไปไม่นาน แม่แกะก็เอาลูกแกะดำไปปล่อยป่าอีก



คุณจะช่วยอีก (กลับไปอ่านต่อข้อ 2 อีก)



ช่างหัวแกะ (อ่านต่อข้อ 13)







15. ถูกต้อง เพราะแกะที่ใช้นั้นเป็นแกะดำ เนื้อแกะลาม้าที่กวนผสมกันจึงกลายเป็น อาหารสีดำสนิท รสชาติหอมหวาน



อยากรู้จังอาหารนี้ชื่ออะไร (อ่านต่อข้อ 17)



ไม่เห็นอยากรู้เลย แค่กินอร่อยก็พอแล้ว (งั้นก็ไม่ต้องอ่านต่อ)







16. คุณตอบผิด







17. อาหารชนิดนี้ถูกเรียกตามลักษณะการเกิด คือ แกะลาม้า แต่การกวนกันทำให้ชื่อมันสลับไปมา กลายเป็น ก้าลาแมะ แล้วค่อยๆ เพี้ยนมาเป็น 'กาละแม' หรือ 'กะละแม' ในที่สุด



จบแล้ว (ไปซื้อกะละแมกินดีกว่า)



อยากอ่านอีก (อ่านใหม่ที่ข้อ 1)



ที่มา : บทความ เรื่องแกะ... แกะ...
Get_n
Posts: 939
Joined: 16 Dec 2008 20:25

สัพเพเหระ คุยกันขำๆ ปั่นกระทู้กันไป เชิญคร้าบบบ

Postby Get_n » 20 May 2009 00:51

บทความ จากความคิดของเด็กชายคนหนึ่ง





ชายหนุ่มคนหนึ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ หน้าตาหล่อเหลา มีการศึกษาสูง มีงานการที่มั่นคง มีความก้าวหน้าในอนาคต มีคนรักใคร่รอบข้าง เรียกว่าใครเห็นใครรู้เป็นต้องอิจฉา วันหนึ่งชีวิตที่สมบูรณ์แบบของชายคนนี้ยิ่งสุดยอด สมบูรณ์แบบมากขึ้น เมื่อพี่ของเขายอมควักเงินก้อนโต ซื้อรถสปอร์ตคันงามเป็นของขวัญให้กับน้องชาย ไม่ต้องบอกว่าเจ้าตัวจะยินดีปรีดาแค่ไหน เพราะรถสปอร์ตสุดหรูคันนี้ ชายหนุ่มนายนี้ฝันอยากได้ เป็นเจ้าของมาตลอดชีวิต เมื่อความฝันเป็นจริง สิ่งที่ชายหนุ่มคิดทำอย่างแรกคือ ขับเจ้ารถสปอร์ตตระเวน

ไปตามที่ต่างๆให้สมอยาก



ใจหนึ่งต้องการทดสอบแรงม้าที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องเครื่อง ว่าจะมีเรี่ยวแรงเต็มกำลังแค่ไหน อีกใจก็แน่นอนว่า ใครที่มีรถสวยแรงขนาดนี้ คงไม่บ้าเก็บเอาไว้ดูตามลำพัง ที่โรงรถในบ้าน ขับโฉบเฉี่ยวไปมาสักพัก ก็ถึงเวลาพักทั้งเครื่องและคน ชายหนุ่มจัดแจงจอดรถข้างถนน ระหว่างกำลังพักผ่อนอิริยาบถ เขาเห็นเด็กคนหนึ่งเดินลูบๆคลำๆรอบรถคันงาม ด้วยกิริยาท่าทีชื่นชอบรถสปอร์ตอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มรู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ สิ่งที่หลายต่อหลายคนใฝ่ฝัน เขาเดินยืดอกมาที่รถ พร้อมพูดจาทักทายเด็กคนนั้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ดั่งขุนศึกผู้ชนะสงคราม



"ระวังหน่อยน้อง เดี๋ยวเป็นรอย" เขาบอก เด็กคนนั้นมองไปยังชายหนุ่มเจ้าของเสียง ก่อนจะพูดตอบ "รถของพี่เหรอ สุดยอดจริงๆ"

"แน่นอน" เขาตอบ "พี่ซื้อมาราคาเท่าไหร่" เด็กคนเดิมถาม "คนอื่นอาจต้องควักสตางค์ซื้อเอง แต่พี่ไม่ต้อง เพราะพี่ชายพี่ซื้อให้เป็นของขวัญ" "โอ้โห! ดีจัง ผมอยาก...." เด็กคนเดิมพูดตะกุกตะกักชะงักในตอนท้าย ชายหนุ่มคิดในใจว่า เด็กคนนี้คงไม่กล้าพูดต่อ เพราะที่เด็กอยากจะพูดแต่ยั้งปากยั้งคำไว้นั้น คงต้องการบอกว่าอิจฉาตัวเขาเอง อยากจะเป็นอย่างเขาบ้าง



...มีพี่ที่แสนดีซื้อรถสุดหรูให้เป็นของขวัญ... แต่สิ่งที่ชายหนุ่มคิดกลับผิดถนัด "โอ้โห ดีจัง ผมอยาก....เป็นอย่างพี่ชายของพี่จัง"



เด็กคนนั้นพูด "ผมจะได้ซื้อรถให้น้องชายผมนั่งบ้าง" ชายหนุ่มถึงกับอึ้ง ในสังคมทุกวันนี้ ที่ใครๆตั้งหน้าตั้งตาแต่จะรับ หรือบางคนไม่ยอมรอ ใช้กำลังความได้เปรียบแย่งชิงของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง แต่เด็กคนนี้กลับคิดสวนทางใครๆ



...เขาอยากเป็นผู้ให้ มากกว่าเป็นผู้รับ... ชายหนุ่มมองเด็กด้วยความรู้สึกทึ่งและพูดออกมาทันทีว่า "อยากนั่งรถเล่นกับฉันไหม"



"ครับ อยากมากเลย" หลังจากขับรถเล่นอยู่พักหนึ่ง เด็กชายหันมาพูดด้วยดวงตาวาวแวว "คุณจะกรุณาขับรถไปหน้าบ้านผมได้ไหมครับ" ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ เขาคิดว่าเขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มต้องการอะไร



เขาคงต้องการให้เพื่อนบ้านเห็นว่าเขาได้นั่งรถคันโตกลับบ้าน แต่ชายหนุ่มคิดผิดอีกแล้ว "คุณจอดตรงบันไดนั่นล่ะครับ" เขาวิ่งขึ้นบันได จากนั้นสักครู่จึงกลับมาแต่เขาไม่ได้วิ่ง เขาอุ้มน้องตัวเล็กๆที่ขาพิการมาด้วย และวางน้องลงที่บันไดล่าง กอดไว้และชี้ไปที่รถ



"นั่นไง บัดดี้ รถคันที่พี่เล่าให้ฟัง พี่ชายของเขาซื้อให้เป็นของขวัญ เขาไม่ต้องเสียตังค์เลย สักวันหนึ่งพี่จะซื้อให้น้องบ้าง น้องจะได้ดูของสวยๆงามๆด้วยตาของน้องเองเหมือนที่พี่เคยเล่าให้ฟัง" ชายหนุ่มลงจากรถ แล้วอุ้มเด็กน้อยขึ้นรถ พี่ชายปีนตามขึ้นมานั่งใกล้และแล้วทั้งสามก็เริ่มออกเดินทาง ชายหนุ่มรู้แล้วว่า "ความสุขยิ่งกว่าการให้" หมายถึงอะไร



ที่มา : บทความ จากความคิดของเด็กชายคนหนึ่ง
Guest
Posts: 1683436
Joined: 24 Feb 2006 06:41

สัพเพเหระ คุยกันขำๆ ปั่นกระทู้กันไป เชิญคร้าบบบ

Postby Guest » 21 May 2009 21:45

เมื่อไหร่ถึงจะได้เอกสารจากคอนโดฯ (ที่คล้ายๆ โฉนด) สำหรับเอาไปยื่นกู้อ่ะคะ??



รบกวนผู้รู้ด้วยค่ะ
Guest
Posts: 1683436
Joined: 24 Feb 2006 06:41

สัพเพเหระ คุยกันขำๆ ปั่นกระทู้กันไป เชิญคร้าบบบ

Postby Guest » 22 May 2009 01:04

ไม่ทราบว่าที่นี่มีห้องที่เจ้าของซื้อแล้ว แล้วอยากจะให้เช่าไหมครับ ถ้ามีอยากจะรู้ว่าให้เช่าเดือนละเท่าไหร่ครับ

Return to “Varawan Park Condominium”