{ - - - คุยเรื่องบ้านเมือง - - - }

พีจี พระราม 9 คอนโดมิเนียม
User avatar
Tumkrub
Posts: 4172
Joined: 08 Aug 2006 20:57

{ - - - คุยเรื่องบ้านเมือง - - - }

Postby Tumkrub » 03 Dec 2008 17:16

^

^



เช็คอายุ อิอิ ... ใช่ครับ



...





เรื่องฟ้องนี่ บางคนเขาบอกว่า ต้องฟ้อง "รัฐบาล" เพราะรัฐบาลปกป้องสนามบินไม่ได้

ไร้ประสิทธิภาพในการบริหาร :doubt:



ก็รอฟังข่าวกันต่อไป



another brick in the wall
User avatar
Tumkrub
Posts: 4172
Joined: 08 Aug 2006 20:57

{ - - - คุยเรื่องบ้านเมือง - - - }

Postby Tumkrub » 03 Dec 2008 17:42

หวัดดีครับ เพื่อนๆ ทุกท่าน

จิบกาแฟกันยังครับวันนี้ กรุงเทพฯ ยังอากาศเย็นสบายเหมือนเดิม

.....





เมื่อวาน มีคนถามว่า ทำไมคุณสมชาย ไม่ยุบสภาก่อนถูกยุบพรรค แล้วเลือกตั้งใหม่

ตามที่หลายฝ่ายเสนอ (อย่างน้อยก็อาจเป็นฮีโร่ ให้ พธม. ยุติม็อบที่สนามบินเร็วขึ้น)



เท่าที่อ่านๆ มา เขาบอกว่า มันจะไม่มีการเลือกตั้งใหม่น่ะสิ

เพราะอีกฝ่ายเขาจะบีบให้ กกต.ลาออก เหตุผลอะไรก็ว่ากันไป เช่น ยังไงบ้านเมืองก็จะไม่สงบ บลาๆๆ

แล้วก็จะจัดการเลือกตั้งไม่ได้ จากนั้นก็นำไปสู่รัฐบาลแห่งชาติ



กระบวนการทำลายเสียงประชาชนก็เริ่มขึ้น





ผมไม่ได้บอกให้เชื่อนะครับ เราๆ ท่านๆ ก็คงฟังๆ อ่านๆ กันมาบ้าง

"มันเป็นสมมติฐานของฝ่ายสีแดง" ... เขาว่ามางั้น ... มันไม่จริงหรอก

เพราะรายการความจริงวันนี้ กับ คุณปลื้ม ที่เขาข่าวของนายฌอน คริสปิน มาขยายน่ะ

ก็เพื่อมอมเมาให้สาวกสีแดงเข้าข้างรัฐบาล ให้ความชอบธรรมกับรัฐบาลต่อไป



ทักษิณเองก็ซื้อหนังสือพิมพ์เมืองนอกไว้เยอะ เชื่อได้ที่ไหน

บ้านเมืองมีขื่อมีแปจะเขียนบทง่ายๆ ได้อย่างไร



เราก็ต้องพิเคราะห์กันละครับว่า คุณเชื่อถือในองค์อิสระ

ที่ คมช. มีส่วนตั้งมา แล้วจะยังมีอำนาจควบคุม อยู่หรือเปล่า?

ฝ่ายตรงข้ามพลังประชาชน เขาคุมกลไกของรัฐทุกอย่างไว้หรือเปล่า ... แล้วตัดสินกันเอง



อาจจะมีแค่ไม่ถูกใจฮาร์ดคอร์สีแดงนิดหน่อย ก็แค่ไม่ปลดบิ๊กป๊อก

ถ้าปลด น่าจะมันส์ อิอิอิ



....





ช่วงนี้ สงครามข่าวลือมาเพียบ

น่าสนุกตื่นเต้นยิ่งกว่าการตีความคุณสมบัติ สส. สัดส่วน

และลุ้นระทึกเรื่องหานายกฯ คนใหม่ซะอีก



ข่าวเกี่ยวกับทักษิณ หลังโดนถอดอังกฤษวีซ่าแหละครับ อังกฤษเขาทำได้เงียบมาก

ก็อย่างว่าแหละครับ ยุคนี้มันสงครามข่าวสาร มีอะไรก็ต้องงัดมาใส่กันเต็มที่



จริงๆ ผมก็เขียนถึงเรื่องสงครามข่าวสารนี้ไว้เมื่อ 2-3 อาทิตย์ก่อน

เดี๋ยวจะอ่านใหม่แล้วลองโพสต์มาเพื่อช่วยกันคิดว่า

เราจะเชื่ออะไรได้บ้าง หรือเชื่ออะไรดี หรือไม่เชื่ออะไรเลย หุหุ




:-p







เพิ่มเติม ... มันไม่ใช่ข่าวลือแล้วครับพี่น้อง ผมเพิ่งเปิดเว็บมติชน



ถอดรหัส พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกอายัดทรัพย์โดยอังกฤษ 1.4 แสนล้านบาท : ยอมสิ้นชาติ ไม่ยอมจำนน



another brick in the wall
User avatar
Rn
Posts: 1679
Joined: 14 Dec 2007 20:07

{ - - - คุยเรื่องบ้านเมือง - - - }

Postby Rn » 03 Dec 2008 18:45

ก่อนอื่นขอขอบคุณคุณตั้ม ที่ขยายเรื่อง 70/30 ให้ฟังค่ะ ถ้ารู้ว่า 30 ที่ว่านั่น บังคับให้คนเลือกการศึกษาสูงพอ ก็เป็นข้อเสนอที่แย่จริงๆ สมัยก่อน ไพร่ถึงสังกัดมูลนาย ก็ยังมีเวลาไปทำมาหากินกันได้ แต่นี่ตัดสิทธิ์กันตลอดปีตลอดชาติเลย ใครเขาจะไปเอาด้วย



โทษทีที่ไม่ลึกพอ... แต่ก็ยังมีความเห็นแย้ง กับความหวังในระบบเลือกตั้ง

ขอถามนิดได้ไหมคะว่า การศึกษาของเราโดยระบบพรรคการเมืองและข้าราชการประจำอย่างที่ทำๆอยู่ มีใครเสนอนโยบายดีๆ ที่ยกระดับกันได้ชนกลุ่มใหญ่ ไม่รอช้างเผือกไม่กี่คนบ้าง มันเป็นแผลลึกในใจคนไทยทุกคนที่เติบโตมากับการแย่งโอกาสการศึกษานะคะ มหาวิทยาลัยไทยอันดับต้นๆก็มีแต่ลูกคนรวยเรียนกัน



เมื่อไหร่ละคะที่คนไม่รวยสามารถมีโอกาสการศึกษาไปหยิบยื่นให้ลูกหลานได้เท่าคนรวย อย่าพูดเลยค่ะว่าคนจนก็เรียนมหาวิทยาลัยได้ น้อยกว่าน้อยค่ะ เงื่อนไขมันไม่เอื้อ



หากเราไม่สามารถไว้ใจในคุณภาพการศึกษา คุณภาพการคัดนักการเมืองของพรรคการเมืองได้ เลือกตั้งไปก็เซ็งเป็ดค่ะ นับโนโวตเป็นเสียงด้วยเลยได้ไหมคะ ไม่งั้นก็ไม่รู้จะกาโนโหวตไปทำไม สมมติมีคนไปออกเสียง 100 คน เป็นโนโวต 30 มีคนได้เสียงมากสุด 20 ขอถือว่าโนโวตชนะ เขตนั้นไม่มีคนมีคุณสมบัติมากพอดีพอที่มหาชนจะเลือก รับสมัครใหม่ เลือกตั้งใหม่ เอาไหมล่ะคะ ถ้าเอาค่อยน่าไปเลือกตั้งหน่อย



( โดนคุณตั้มแกว่าเอาอีกแหง... ) ดิฉันว่าอเมริกาน่ะ กว่าเขาจะเอาใครสักคนมาเป็นตัวแทนพรรคให้คนมาเลือก เขาคงคัดแล้วคัดอีกเลือกกันมาอย่างดีจากบรรดาสมาชิกพรรค ของเราน่ะหรือคะ แบ็คดี มีหัวหน้าพรรครับรองถือว่าจบ คนดีที่หัวหน้าพรรครับรอง โถ... ก็มีอาหารฝรั่งหลายๆอย่างนะคะที่กลายจนเป็นอาหารไทยไปโดยที่ถ้าไม่ทัก ฝรั่งไม่มีวันเชื่อเด็ดๆ ประชาธิปไตยไทยก็ปานกัน



แต่ก็ไม่เถียงหรอกค่ะ ว่าปัจจุบันเรายังไม่มีระบอบการปกครองอะไรที่ดีกว่า และคนยอมรับได้มากกว่า จีนเองถึงเขาจะพยายามเสรีขนาดไหน ก็ยังไล่ที่คนตาดำๆทำนิคมอุตสาหกรรม ทำตัวเผด็จการแบบเดียวกับรัฐบาลไทยทำกับชาวบ้านคัดค้านสร้างเขื่อน มันก็พอๆกันนะ แต่ถ้าเราเป็นคนจีนต้องปิดปากเงียบ แย่กว่าเห็นๆ















"แล้วไม่คิดเหรอว่า ไปเอาทรัพยากรเขามาเท่าไหร่? "





อันนี้จริงมากๆค่ะ อ่านที่ ส. ศิวรักษ์เขียนถึงหม่อมเจ้าสิทธิพรกฤาดากร แล้วทำให้เข้าใจมากขึ้น ว่าเราได้เอาเปรียบเขามามากจริงๆ เขาที่ว่าเนี่ย สมัยนั้นก็คือเกษตรกร คนประมาณ 80 เปอร์เซนต์ ของคนทั้งประเทศ ถูกเก็บภาษี 30 - 60 เปอร์เซนต์ของรายได้จากการขายข้าว ในขณะที่ชนชั้นกลางที่มีรายได้ดีกว่า กลับเสียภาษีน้อยกว่า



สมัยนั้นเขาเรียก พรีเมียมข้าวค่ะ จะถูกเก็บเกวียนละ 600 บาท แต่ชาวนาไม่ทราบเพราะรัฐบาลไปเก็บเอากับคนกลาง ซึ่งคนกลางเอามาคิดเป็นต้นทุนและเก็บเอาจากชาวนาอีกที หม่อมเจ้าสิทธิพรท่านร่วมสมัยกับหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช และ อาจารย์ป๋วยค่ะ กับอาจารย์หม่อมนี่ขัดแย้งกันเพราะท่านพยายามพิสูจน์ว่าราคาสินค้าแพงไม่ใช่เพราะขึ้นราคารับซื้อข้าว แพงเพราะอย่างอื่น แต่กับอาจารย์ป๋วยนี่แนวคิดไปกันได้ดีเลย นักเศรษฐศาสตร์อย่างอาจารย์ ก็ยอมรับคำว่า " เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง " เหมือนกัน



ดิฉันชอบที่ในคำไว้อาลัยที่อาจารย์ป๋วยกล่าวไว้ในวาระที่ท่านสิทธิพร สิ้นชีพิตักษัย โดยอ้างคำของรามอน แมกไซไซ ที่ว่า " ยิ่งเขามีน้อย รัฐบาลยิ่งต้องให้โอกาสเขาให้มากเข้าไว้ "

ท่านสิทธิพรเองก็พยายามทำ ถึงขั้นตั้งพรรคการเมืองเพื่อเกษตรกรเลยนะคะ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่รู้ว่าที่ไม่ประสบผลสำเร็จนี่เพราะเงินไม่พอหรือเปล่า



ปล. เดี๋ยวขอเวลาสักวันนึง จะพาต้นฉบับคัดมาลงให้ค่ะ เพราะเชื่อว่าเราไม่ค่อยจะได้รู้กัน มันเรื่องนานมาก แต่ก็ยังเกิดอยู่เรื่อยๆในรูปแบบใหม่ๆ





ถึงไม่ไว้ใจการเลือกตั้ง แต่ดิฉันก็ไม่เคยอยากจะไปริบสิทธิ์ของใคร ทั้งๆที่โดยโอกาส เขาเองก็เข้าถึงสิทธิ์ของเขาลำบากอยู่แล้ว ความเชื่อมั่นและศรัทธาในระบอบ แบบที่คุณตั้มพยายามเรียกหาและเรียกร้อง ดิฉันไม่ค่อยมีหรอกค่ะ:oops: พอจะมีบ้างแต่มองไปทางไหนแล้วแห้งเหี่ยวค่ะ



ไม่ว่าอย่างไร หากจะปิดกระทู้ ขอบอกได้แต่ว่าเสียดายค่ะ
รู้ในกติกา...

หาวิธีเล่นที่ดีที่สุด โย่ววว....
Guest
Posts: 1683412
Joined: 24 Feb 2006 06:41

{ - - - คุยเรื่องบ้านเมือง - - - }

Postby Guest » 03 Dec 2008 18:54

ยังโง่ได้อีก
User avatar
Rn
Posts: 1679
Joined: 14 Dec 2007 20:07

{ - - - คุยเรื่องบ้านเมือง - - - }

Postby Rn » 03 Dec 2008 18:59

ตัวข้างบนนี่อะไรคะเนี่ย...
รู้ในกติกา...


หาวิธีเล่นที่ดีที่สุด โย่ววว....
User avatar
KG
Posts: 241
Joined: 03 Sep 2007 19:11

{ - - - คุยเรื่องบ้านเมือง - - - }

Postby KG » 03 Dec 2008 19:12

mirinda wrote: แต่ยังใงพันธมิตรก็ไม่ควรลอยนวล เราควรให้เค้าได้รับบทลงโทษบ้าง (แกนนำ) ที่เค้าทำให้ประเทศต้องมาพบกับความเสียหายระดับนี้ นี้เค้าทำตัวเป็นอันธพาลแล้วก็เลิกลาไปง่ายๆอย่างนี้



อีกหน่อยเค้าไม่พอใจอะไรก็ใช้วิธีนี้ได้ผลหมดงั้นหรือ ??






เห็นด้วยครับ ว่าเค้าควรมี spirit ในการออกมารับผิดชอบต่อความเสียหายของชาติไทย

1. เศรษฐกิจ ที่เคยแข็งแกร่งแม้สถานการณ์ของอเมริกาจะรุนแรง แต่ในชาติไทยก็ยังพอไปไหว แต่ตอนนี้หมดแล้ว เราฆ่าตัวเอง

2. ภาพลักษณ์ของชาติไทย ที่ ประชาชนไทยทั้งชาติ ททท และสถานฑูต สร้างสมกันมานานนับสิบๆปี กว่าจะเป็นที่รู้จักและยอมรับระดับนานาชาติ

3. สภาพจิตใจของคนไทยและชาวต่างชาติที่มาเที่ยวหรืออาศัยในประเทศไทย ต้องสั่นคลอนและไม่มั่นใจในสวัสดิภาพอีกต่อไป
Good Better and Smart everyday!
User avatar
Tumkrub
Posts: 4172
Joined: 08 Aug 2006 20:57

{ - - - คุยเรื่องบ้านเมือง - - - }

Postby Tumkrub » 03 Dec 2008 19:55

หวัดดีครับ คุณ Rn





เรื่องการศึกษา



การศึกษาของบ้านเรามันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่โครงสร้างไม่ได้เป็นธรรมนัก

บางคนอาจบอกว่า ถ้าเก่งจริงก็เข้าได้เองแหละ จุฬา ธรรมศาสตร์

แต่บางคนเขาบอกว่า ตัวแปรมันไม่ได้อยู่ที่สมองของเด็กอย่างเดียว

มันอยู่ที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของพ่อแม่ด้วย เช่น มีตังค์ให้ลูกเรียนพิเศษ

หรือมีอาหารดีๆ ให้ลูกกินตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ รวมถึงอาหารสมองด้วย



คุณเคยสงสัยมั้ยว่า ทำไมบรรดาหมอๆ ที่เราเห็นในโรงบาลดังๆ มักจะเป็นลูกคนจีน

หรือเด็กจุฬาเอง มันจะมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าเด็กที่อื่น ลดหลั่นกันไป

เรื่องพวกนี้มันซับซ้อนกว่าจะบอกว่า ... คุณเรียนเก่งกว่าผม สมองดีกว่าผม





นักวิชาการชื่อดังท่านหนึ่งเคยบอกไว้ว่า การศึกษาบ้านเรา แนวคิดมันผิดเพี้ยน

เพราะแทนที่จะสร้างให้ทุกคนเติบโตอย่างเท่าเทียมกันมากที่สุด

กลับสร้างยักษ์ขึ้นมา 1 ตน แล้วให้ยักษ์นั้นปกครองคนตัวเล็กๆ


(เราหวังด้วยว่า ยักษ์จะเป็นยักษ์ที่ดี ซึ่งมีด้วยเหรอ ชื่อมันก็บอกว่า ยักษ์)



แนวคิดสร้างยักษ์ 1 ตนแล้วเป็นคนดี ก็ไม่ต่างจากหรือมีรากฐานความคิดเดียวกับ

สิ่งที่คุณจรัล ภักฯ วิพากษ์นักการเมืองไว้นั่นแหละ ว่าไม่มีใครดี ใครโปร่งใส สง่างามเท่ากับข้าราชการ

ถ้าคุณมองภาพของระบบออก จะเข้าใจเลยว่า ต้นธารสาขาความคิดมันมาจากที่เดียวกันทั้งนั้น



สนธิ ลิ้มทองกุล และเซี่ยงเส้าหลงเอง ซึ่งผมนับถือ วิสัยทัศน์ เป็นอย่างมาก (ในตอนที่เขาปกตินะครับ)

เคยเขียนไว้ว่า การศึกษาบ้านเรามันอยู่ในอุ้งมืออุ้งเท้าของราชวงศ์ทางการศึกษา

อย่าง ดร.สิบปนนท์ อ.วิจิตร หลังๆ มา ก็ รุ่ง แก้วแดง (ฮ่าๆๆ) อะไรประมาณนี้ คุ้นๆ ชื่อกันบ้างมั้ยครับ

คือ พวกนี้ผูกขาดการกำหนดนโยบายการศึกษาว่า ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าพวกฉันอีกแล้ว

พวกฉันเก่งที่สุด เชี่ยวชาญที่สุด ซึ่งก็ตัดสินกันเอาเองก็แล้วกันครับพี่น้อง



เราเพิ่งจะมาออกนอกกรอบกัน ก็เมื่อแนวคิดของ NGOs พัฒนาขึ้นนี่แหละครับ

แนวคิดของพิภพ ธงไชย เอง หมู่บ้านเด็กน่ะ ก็ไม่ได้สอดคล้องกับของกระทรวงฯ หรอก



มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะให้ทุก U เป็นไอวี่ ลีกกันหมด หรือทุกคนเข้าไปเรียนได้หมด

แต่ว่า มาตรฐานขั้นต่ำต่างหาก เหมือนช่องว่างระหว่างรายได้น่ะครับ ไม่ควรเกิน 4 เท่า

มาตรฐานระหว่างจุฬาฯ กับราชภัฏฯ พอกระเทิน มันไม่ควรจะฟ้ากับเหว



นี่แค่พูดถึงงบประมาณ ซึ่งต่อไปหากออกนอกระบบ จะเป็นยังไงก็ไม่รู้

ไม่รวมถึงการกำหนดเนื้อหาตั้งแต่ชั้นประถมแบบรวมศูนย์มาที่รัฐส่วนกลางนะครับ

อย่างเด็กขอนแก่น ต้องเรียนเนื้อหาเดียวกับ เด็กยะลา อันนี้เขาก็พูดกัน

เพราะเด็กพวกนี้โตขึ้น เรียนจบ ทำมาหากิน มีความรู้ในระดับหนึ่ง เข้าโรงงานได้

แต่พวกนี้ "จะคิดแตกต่าง" ไม่เป็น จะยังอยู่ในอุดมการณ์รัฐชาติแบบโบราณอยู่



เห็นมั้ยครับว่ามันยุ่งอิรุงตุงนังชิปเป๋ง ดังนั้นแล้ว คุณจะแก้ปัญหาการศึกษาแบบโดดๆ

โดยที่เชื่อว่า ให้คนจบปริญญาตรีทั้งประเทศ แล้วประเทศจะเจริญก็คงไม่ถูกนัก (ไม่นับว่ามันเป็นไปไม่ได้)

การศึกษามันเกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย ... การเมืองมันมาเกี่ยวก็ตรงนี้แหละ



แต่รัฐไทยเอง ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็ไม่ได้ทำจริงจังทั้งนั้น

เพราะคิดกันว่า ถ้าคนมันฉลาดขึ้นแล้วจะปกครองยาก (ทุกวันนี้ไง ยังปกครองยากเลย)

ครูทักษิณเองก็ไปเน้นเรื่องอื่น เรื่องหาเงิน เรื่องปากท้อง



ทุกวันนี้คนมันฉลาดขึ้นเพราะการเรียนรู้นอกห้องเรียน เรียนผ่านเนต มันเปิดโลกทัศน์หลายอย่าง

คนมีข้อมูลใหม่ๆ อ่านแล้ว ก็ไปชั่งตวงวัดเอาเอง (ผมถึงบอกว่า ไม่ต้องมาเชื่อผม)

เพราะโครงสร้างของการสื่อสารสมัยใหม่มันเปลี่ยนแปลงโลก มันบังคับโลก



ฉะนั้น ถ้าจะสรุปง่ายๆ ว่า คนไม่จบ ป.ตรี จะไร้วิจารณญานทางการเมืองนั้น

ผมเป็นการสรุปแบบง่ายเกินไป ไม่ใช่วิทยาศาสตร์



......









เรื่องการสร้างผู้นำในอเมริกา



ผมจะพูดสั้นๆ ง่ายๆ ว่า "มันเป็นวัฒนธรรม" ครับ คุณแอ้ม

คนที่จะมาเป็น Future Leader นี่ เขามีขั้นตอน มีบันไดของเขามา

ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน จบออกมาแล้วต้องทำอะไร ต้องรับใช้สังคมแบบไหน ต้อง Public Service แบบไหน

ฝรั่งมันจะมีขั้นตอนของมันหมด ถ้าเรียนทนายก็ต้องไปทำอย่างโน้นก่อน ถ้าเป็นทหารก็ต้องเคยออกรบ ไรงี้

สุดท้ายแล้วค่อยมาทำงานการเมือง ค่อยๆ ไต่เต้ามาในพรรค ต้องทำงานให้คนในพรรคเห็นว่ามีฝีมือ



มันต้อง "โดดเด่น" จริงๆ นั่นแหละครับ ถึงจะขึ้นมาได้

ถ้าใครว่างๆ ลองหาซีรีย์เรื่อง The West Wing มาดู จะเข้าใจมากขึ้น





ส่วนเรื่องการขัดแย้งระหว่าง รัฐ กับ ประชาชน นั้น

ไม่เฉพาะแค่ไทย จีน หรอกครับ ประเทศใหญ่ๆ อย่างเมกาก็มี ถึงมีหนังเรื่องที่ทำให้จูเลีย โรเบิร์ต

ได้ออสการ์ไง (ถ้าจะไม่ผิด เอริน บรอคโควิช) เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องจัดสรรทรัพยากร

แต่บ้านเขามันดีตรงที่ มันฟ้องร้องได้จริง มันใช้สื่อมวลชนได้ อำนาจต่อรองมันยังพอมี





ผมดีใจที่คุณ Rn พูดถึง "หม่อมเจ้าสิทธิพร" มาก จะรออ่านนะครับ ผมมีสารคดีเก่าๆ เล่มนึง



อ.ป๋วย ท่านเป็นลูกคนจีน กว่าจะเรียนจบได้ แม่ก็ต้องอาศัยญาติ

พอจบสูงๆ มาแล้ว แทนที่จะมุ่งมั่นหาเงิน เป็นอมาตย์ (หรือเป็นพระยา อิอิ) แบบคนรุ่นเดียวกัน

กลับคิดสวนทางกระแสหลัก ท่านกลับคิดเพื่อคนยากคนจน อยากให้ทุกคนมีโอกาสที่ดี

เหมือนที่กระทู้เก่าเราเคยคุยกันเรื่อง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน



ทุกวันนี้ เราหาผู้ใหญ่แบบนี้ยาก มีแต่พอสบายขึ้นในระดับหนึ่งก็จะถีบหัวชนชั้นตัวเอง

ถ้าใครคิดอย่างนี้ก็จะหาว่าเป็นซ้ายบ้าง อะไรบ้าง ซึ่งผมว่า ปัญญาอ่อน



การอ่านคนที่จิตใจกว้างขวางแบบนี้ มันเปิดโลกทัศน์ของเราให้ก้าวหน้าขึ้น

มองคนอื่นที่แตกต่างอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ด้วยความสงสารนะครับ แต่คิดว่า มันเป็นเรื่องที่เราต้องเข้าใจ

ไม่มีรัฐไหนจะสงบสุขได้ หากความแตกต่างระหว่างผู้คนมันเยอะ เราต้องสลายช่องว่าง

ทำให้ช่องว่างมันแคบเข้า ต้องทำให้ทุกคนมีสิทธิ์ มีโอกาสที่จะมีทางเลือกหลายทางมากขึ้น

ความขัดแย้งทุกๆ อย่างในบ้านเมืองเราทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่ สีแดง สีเหลือง เรื่องการเมืองเท่านั้นหรอก

แต่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง มันซ่อนปัญหาต่างๆ อันเกิดจากระบบที่พัฒนาตัวเองไปได้ช้ากว่าโลก



เมื่อก่อนเราอยู่กันได้ ขัดแย้งครั้งใหญ่ก็หนีเข้าป่า แต่ พ.ค. 35 ไม่มีป่าให้หนีอีกแล้ว

ระบบราชการเองยังพยายามฝืนเมืองไทย จับแช่แข็งพลังทางสังคมที่ชนชั้นกลางกรุงเทพฯ

ก็กิน อยู่ ดู เที่ยว ไม่ต่างจากชนชั้นกลางในโตเกียวหรือนิวยอร์คแล้ว ให้นิ่งอยู่กับที่

15 ปีมานี้ รัฐไทยพยายามฝืนสุดๆ แต่พอเกิด รธน.40 ที่อำนาจ ปชช.มีมากขึ้น

การสื่อสารสมัยใหม่ก็เจริญสุดๆ รวมเข้ากับสิงห์โตหนุ่มอย่างทักษิณ อะไรก็เลยไปเร็วมากๆ



ผมเคยเขียนถึงที่ อ.ชัยอนันต์ ท่านพูดไว้แล้ว เรื่องข้ามรัฐ ลอดรัฐ

ถ้าพันธมิตรยังดึงดันจะเอาการเมืองใหม่ให้ได้ ต่อให้ 50:50 และไม่เคยเรียนมาเลยก็มีสิทธิ์เลือกตั้ง

ปัญหามันก็ไม่จบ ทั้งๆ ที่ทางลงแสนแพง สังคมไทยก็จ่ายให้เดินลงแล้ว



ผมพูดเรื่องระบบบ่อย ไม่ใช่ว่า จะอยากเอาชนะหรือดูแคลนต้นความคิด

แต่เหมือนที่ อ.ประเวศ พูดไว้เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ว่าถ้าไม่กระจายและเปิดช่องพลังทางสังคมให้แสดงออก

ก็จะเกิดเหตุการณ์เลือดนองท้องช้างนั่นแหละ ... ผมไม่อยากเห็นคนไทยออกมาใส่เสื้อแต่ละสี ห้ำหั่นกัน

ถ้าจะใส่สีขาว ก็ขอให้ขาวจริงๆ และขาวอย่างเข้าใจระบบด้วย ไม่ใช่ไม่เข้าใจคนจนในสังคม

แล้วจะให้เขายอมง่ายๆ เหมือนอดีต ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เขาเรียนรู้เรื่องสิทธิ์กันแล้ว



ขอย้ำเหมือนที่ อ.เกษียร ท่านเขียนไว้ ไม่ควรออกมาตายเพื่ออุดมการณ์อะไรอีก

แต่ควรใช้ปัญญาคุยกัน เห็นต่างกัน ผลประโยชน์และจุดยืนทางสังคมสูงต่ำต่างกัน ก็คุยกันได้

เพราะประชาธิปไตยมันเป็นเรื่องของการจัดสรร ไม่มีใครได้ทั้งหมด ไม่มีใครเสียทั้งหมด

แม้ว่า คนที่ได้เกือบทั้งหมด จะต้องยอมเสียบ้าง ก็ต้องเข้าใจเรื่องอนิจจัง

ต่อไปจะได้ต่อสู้กันด้วยระบบความสามารถอย่างแท้จริง เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ตอนต้นว่า



สิ่งที่ Rosa Parks เริ่มไว้ เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว มันเพิ่งเห็นผลในสังคมเขาวันนี้







วันหลังมี "มีตติ้ง" คนคอนโด คุยกันสารพัดเรื่องจะดีมั้ยนี่ อิอิ



another brick in the wall
papa007
Posts: 3532
Joined: 03 May 2007 23:40

{ - - - คุยเรื่องบ้านเมือง - - - }

Postby papa007 » 03 Dec 2008 22:36

Tumkrub wrote: ^

^



เช็คอายุ อิอิ ... ใช่ครับ



...





เรื่องฟ้องนี่ บางคนเขาบอกว่า ต้องฟ้อง "รัฐบาล" เพราะรัฐบาลปกป้องสนามบินไม่ได้

ไร้ประสิทธิภาพในการบริหาร :doubt:



ก็รอฟังข่าวกันต่อไป






อายุยังน้อยนะคะ อ่านเจอในวิกิ อ่ะค่ะ อิอิ :p
[i][color=indigo][size=6][b]ผู้มีจิตอันไม่ชุ่มด้วยราคะ มีใจอันโทสะไม่กระทบแล้ว มีบุญและบาปอันละได้แล้ว ตื่นอยู่ ย่อมไม่มีภัย[/b][/size][/color][/i]
[color=violet][i]เข้า Web Board ของ IVY Ratchada ง่ายๆที่นี่เลย
http://ivycondo.prakard.com[/i][/color]
Guest
Posts: 1683412
Joined: 24 Feb 2006 06:41

{ - - - คุยเรื่องบ้านเมือง - - - }

Postby Guest » 03 Dec 2008 23:45

การศึกษา เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ



เคยสงสัยไหม ว่า การศึกษา กับ จริยธรรม ต้องไปด้วยกัน หรือว่า ต่างคนต่างอยู่ได้

เป้าหมาย ในแต่ละเรื่อง แม้กระทั่ง ใน สาขาของการศึกษาเอง ยังแตกต่างกันเลย



ถ้าทางบริหารบอกว่า เป้าหมายสูงสุดของบริษัท คือ กำไรสูงสุดของผู้ถือหุ้น

แต่ในทางกลับกัน ทางเศรษฐศาสตร์ บอกว่า เป้าหมายสูงสุด คือสวัสดิการสังคมสูงสุด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรายละเอียดปลีกย่อยลึกลงไปยังมีอีกมากมาย



คนที่เป็นผู้วางระบบ จำเป็นที่จะต้องมีจริยธรรม ใช่หรือไม่



พื้นฐานที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ หรือ การเมือง ต้องอยู่บนอะไรเป็นสำคัญ

จำได้ว่า อ่านหนังสือ ของ คุณประภาส (ถ้าจำไม่ผิด--เดี๋ยวคงต้องไปหาว่าอยู่เล่มไหน แล้วจะมาบอกอีกคร้งนะครับ)

มีเรื่อง "ไม้บรรทัดของเราไม่เท่ากัน" อยู่

เป็นเรื่องที่อ่านแล้ว เหมือนจะตอบปัญหาเรื่องการศึกษาได้ และน่าจะตอบอะไรได้อีกในหลายๆเรื่อง



ชอบอ่านกระทู้นี้ 1 โหวต









User avatar
Tumkrub
Posts: 4172
Joined: 08 Aug 2006 20:57

{ - - - คุยเรื่องบ้านเมือง - - - }

Postby Tumkrub » 04 Dec 2008 03:33

คุณ papa007 ... อะๆๆ เชื่อจ้าาาาเชื่อ อิอิ



wiki นี่มันดีมากเลยนะครับ



.....







คุณหนุ่มบ้านนา ครับ ... ขอบคุณที่แวะเข้ามาแจม และดีใจที่ชอบกระทู้นี้

ยังไงก็ช่วยกันคุยเยอะๆ ก็แล้วกันครับ สมัครสมาชิกก็ได้ จะได้แก้ไขข้อความให้สวยงามได้

เป็นห้องนั่งเล่น ไม่จำเป็นต้องอยู่คอนโด หรืออยู่คอนโดไหน เราก็คุยกันได้







อยากจะคุยเรื่องการศึกษาต่อสักนิดนึง



ประเด็นของผมที่คุยกับคุณ Rn ไว้ ก็คือ

เราจะพัฒนาการศึกษา (ทั้งเรื่องเนื้อหาและโครงสร้างการจัดการทุกระดับ) อย่างโดดๆ

โดยไม่พัฒนาหรือปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม (ซึ่งก็คือการเมืองนั่นแล) ไปพร้อมๆ กัน "ไม่ได้"



เพราะที่ผ่าน มักจะพูดถึงการศึกษาๆๆๆ แต่ไม่พ่วงเรื่องโครงสร้างทางสังคมไปด้วย ... มันไม่ใช่

มันผิดตั้งแต่คิดแยกส่วนแบบนี้ ... ถ้าให้เปรียบ คงเหมือนกับที่พันศักดิ์ พูดไว้แหละว่า

ถ้าที่ไหนมีทุนนิยม ประชาธิปไตยมันก็จะมาเอง



.........







การศึกษา กับ จริยธรรม







ประเด็นต่อมาที่คุณหนุ่มบ้านนา เสริมเข้ามาก็คือ เรื่องจริยธรรมกับทรัพยากรมนุษย์

แนวคิดนี้มันมาในช่วงหลังๆ ซัก แผน 8 แผน 9 นี่เอง คือ เน้นที่ศักยภาพของมนุษย์

(ผมคุ้นๆ ภาพคุณชวน นั่งหารือกับ ดร.สุเมธ อย่างเรียบง่ายได้ แต่พวกแซวว่า สั่งกาแฟโรงแรมกินนะ อิอิ)

จากเดิมที่สมัยแรกๆ เราเน้นไปที่การก่อสร้างโน่นนี่ แต่เรื่องคนเราละเลย

พอเราเปิดประเทศ รับโลกานุวัตรสมัยน้าชาติ สังคมไทยมันเลยยิ่งกว่าฝรั่งอีก

และไม่ต้องพูดถึงเลยว่า สมัยทักษิณ สภาพสังคมของเราเป็นอย่างไร



(ผมเขียนเรื่องพวกนี้จากความทรงจำนะครับ ไม่มีหนังสืออ้างอิงข้างๆ ฉะนั้นไม่ต้องเชื่อ)





เรื่องจริยธรรม เรื่องความดี เรื่องคุณค่าความสุขมวลรวมก็เอาเข้ามา

(ส.ศิวลักษณ์พูดไว้นานแล้ว แต่มาฮิต แพร่หลายมากๆ ช่วงที่ King ของภูฎานมาเมืองไทยนี่แหละ)

โดยคิดว่า ถ้าส่งเสริมให้เป็นคนเก่งอย่างเดียวแล้ว มันน่ากลัว ประมาณโจรใส่สูทนั่นแล



ส. เคยเล่าว่า แกไปเรียนอังกฤษ ต้องเรียน 3 วิชาหลัก (นอกจากต้องอ่านกรีก ลาตินออกแล้วนะ)

ก็คือ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และปรัชญา



เรียนกฎหมายก็เพื่อให้รู้เรื่องบ้านเมือง เรียนเศรษฐฯ ก็เพื่อให้รู้เรื่องเศรษฐกิจ การผลิต

แต่เรียน 2 อย่างแค่นี้ ไม่พอ เพราะจะเก่งอย่างเดียว จะออกไปปกครองคน เอาเปรียบคน เพราะรู้มาก

จึงต้องเรียนปรัชญาด้วย เพื่อให้เป็นคนเต็มคน รู้จักความดี ความงาม และรู้จักรักผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยกว่า



ผมอยากให้สังเกตตรงที่ คำว่า "ปรัชญา" นี่แหละครับ ฝรั่งเขาไม่ใช้ว่า จริยธรรม อะไรแบบบ้านเรา

คือ เขาเน้นให้อ่าน และคิดต่อยอดเอง มันต้องถกเถียง มันต้องอ่านวรรณกรรม

มันต้องเห็นความเศร้า ความงดงามในความหม่นหมอง มันต้องโต้เถียงภายในจิตใจตัวเอง



แต่พอบ้านเรา พอพูดถึงจริยธรรม อยากให้เด็กเป็นคนดีปุ๊บ เราตัดตอนมาง่ายๆ

ให้เหลือเพียงแค่ อะไรที่ท่องจำง่ายๆ เป็นความดีแบบแสดงออกง่ายๆ ไม่ต้องคิดมาก ไม่เน้นการถกเถียง

จริยธรรมมันจึงเป็นสิ่งที่ลอยอยู่โดดๆ ในหน้าหนังสือเรียน แต่ใช้กับชีวิตจริงๆ ไม่ได้



นิธิ ถึงขนาดเคยเขียนประมาณว่า ... "เราสอนให้ประหยัด ในโลกที่ทุกอย่างหาซื้อได้ด้วยเงิน"

คือ มันเป็นตลกร้ายน่ะครับ เราสอนให้ประหยัด แต่โฆษณาเต็มทีวี

นับว่า "เราเชื่อมั่นในความเข้มแข็งของมนุษย์มากๆ" ฮ่าๆๆ





และเรื่องจริยธรรมเอง มันก็เป็นนามธรรมเหลือหลาย สิ่งต่างๆ รอบกายเรามันซับซ้อน

มากกว่าแค่ช่วยคนแก่ข้ามถนน กดลิฟท์ให้ชาวบ้าน ลุกขึ้นให้คนแก่นั่ง หากแต่เป็นสิ่งที่ต้องวิพากษ์

เมื่อถึงคราวที่คุณต้องเลือก โจทย์ในชีวิตมันลึกซึ้งกว่าหนังสือเรียนมานี มานะ ชูใจมากนัก อย่างเช่น



สมัยผมเรีียนปี 1 อาจารย์สอนวิชาทำนองนี้ของผม ท่านแบบว่า ผู้หญิงนะ ชอบศึกษาพุทธศาสนามาก

วันนึงก็คุยกันเรื่องภาวนา กระแสจิต เรื่องคิดดี ได้ดีไรงี้ แล้วจะมีพลังนะ มองไม่เห็นหรอก แต่รู้สึกได้

ท่านบอกว่า มีอยู่วันอาศัยแท็กซี่ แล้วท่านรู้สึกว่า มันขับไม่ดี มันไปช้า มันพาวนไรงี้

ก็เมื่อใกล้จะถึงที่หมาย ข้าม 4 แยกไปก็ลง แต่ติดไฟแดงอยู่ยาวมาก ท่านก็เคยคิดในใจว่า

"มิเตอร์อย่าขึ้นนะๆๆ" ... เพราะไม่ชอบคนขับแท็กซี่ แล้วก็ดังคาด ติดนานมาก แต่มิเตอร์ไม่ขึ้น จนท่านลง



ผมละฮากับตัวอย่างมาก และไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมตัวเองได้ C วิชาของแก สงสัยเขียนไม่ถูกใจ อิอิ





นี่คือ ที่ผมวิพากษ์ จริยธรรมโดดๆ มาตามกระแสสีเขียวอะไรในบ้านเราอะนะครับ

ว่ามันเลื่อนลอย ไร้ราก ไร้ความจริงจัง ไม่เหมือนอ๊อกฟอร์ด อิอิ

(ส. เคยแซวว่า ไม่รู้รุ่นคุณมาร์ค ยังเรียนหลักสูตรนี้อยู่มั้ย HaHa เห็นมะ มีกัดจนได้ โปรดขำอีกครั้ง)





ผมเห็นด้วยว่าควรจะส่งเสริมจริยธรรม แต่ไม่ใช่ศีลธรรมพื้นๆ แต่ไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริงของโลก

หากเราควรเรียนปรัชญา (อาจจะในรูปแบบของวิชาศิลปะอื่นๆ เช่น ภาพยนต์ วรรณกรรม เป็นต้น)

ควรให้จิตและสมองได้เห็นแนวคิดที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ท้าทายกับโลกแห่งความเป็นจริง




......







ประเด็นต่อมา ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าประเด็นจริยธรรมกับการศึกษาก็คือ

การพยายามเอาจริยธรรม หรือ ศีลธรรม ... มากำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง






โปรดนึกภาพ อ.จารัน มาโดยพลันนะครับพี่น้อง

เพราะท่านเป็นตัวพ่อของแนวคิดนี้เลยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็คือ

นักการเมืองมันชั่วร้าย ข้าราชการสิดีกว่า ไม่โกงกินเหมือนพวกนี้



เออ จริงแฮะ ยิ่งดูหน้าตา อ.จารัน พูดนะ ผมยิ่งเชื่อ น่าเชื่อถือมาก (หน้าเนวินลอยมาโดยพลันนะครับพี่น้อง)





อย่างที่คุณหนุ่มบ้านนา ยกตัวอย่างที่พี่จิกบอกว่า "ไม้บรรทัดเราไม่เท่ากัน" นั่นแหละๆๆ

แค่ไม่เท่ากันไม่พอนะ ไม้บรรทัดจะ "เบี้ยว" หรือเปล่า ใครเล่าจะรู้ (ฉายาอาจารย์ปุเลยนะนี่ อิอิ)



คุณจะเอาอะไรในสิ่งที่เป็นนามธรรม ไปวัดกับสิ่งที่ชั่งตวงวัดออกมาได้เป๊ะๆ อย่างขาดทุน-กำไร

ในทางเศรษฐศาสตร์นี่ มันยากมาก เผลอๆ ทำได้แต่ในโฆษณาบักจอนย่าง

เรื่องธรรมมาภิบาลพวกนี้ จึงเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ ... ดูนายแบงค์อเมริกันสิ มันนั่งเจ๊ตส่วนตัวไปขอเงินรัฐ หึหึ



ฉะนั้นแล้ว เรื่องพวกนี้มันจึงเป็นรสนิยมส่วนตัวบ้าง ขึ้นอยู่กับวิจารณญานส่วนบุคคลบ้าง เอาแน่เอานอนไม่ได้

อย่างเรื่องสอนหนังสือ (รับเงินค่าสอนนะ) เป็นลูกจ้างมั้ย มันต่างอะไรจากกรณีทำอาหารถูกปลด!!

หรือเรื่องที่กล่าวหาทักษิณว่า เป็นนายกฯ ควรจะมีจริยธรรม นี่เซ็นให้เมียซื้อที่ดินถูกๆ ได้ไง ติดคุกซะ

มันต่างอะไรจากเรื่องที่เมียข้าราชการระดับสูงซึ่งควรมีจริยธรรมสูงเช่นกัน กลับมีคดีเรื่องที่ดินอย่างอื้อฉาว



เห็นมั้ยครับว่า "มันยุ่งกว่าที่คิด" ไม่ใช่สักแต่ว่า จะเอาจริยธรรมมาสร้างคนด้วยนโยบาย 1 บรรทัด

เพราะเรื่องพวกนี้มันตรวจสอบไม่ได้ มันเป็นนามธรรม ไม่บรรทัดของแต่ละคนไม่เท่ากัน องศาไม่เท่ากันด้วย

ตัวละครใน CSI ถึงกับพูดว่า ... "เข็มทิศทางศีลธรรมกำหนดแค่ทิศทาง แต่บังคับให้คุณไปไม่ได้"



แล้วไง?





.....





ในทุกๆ ครั้งที่มีการเลือกตั้งประธานธิบดีอเมริกา นอกจากเรื่อง ภาษี สุขภาพ ทำแท้ง คนเข้าเมืองแล้ว

มักจะมีเรื่องที่เนื้อหาในไบเบิ้ลขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ ว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์จริงเหรอ อะไรประมาณนี้

มันสำคัญเพราะเกี่ยวพันถึงเรื่องโคลนนิ่ง เรื่องปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมันสะเทือนความเชื่อของเราเยอะ



ผมจำไม่ได้หรอกว่า โอบาม่าตอบว่าไง ... แต่ในหนังเรื่อง The West Wing ตัวละครที่เป็นผู้สมัคร

ชิงตำแหน่งจากพรรครีพลับลิกันพูดประมาณว่า "มันจะยุ่ง เมื่อเราพยายามจะทำศาสนาให้เป็นกฎหมาย"

มันคมมาก และผมฮามาก เพราะนี่พรรครีพลับลิกันพูดนะนี่



ฝรั่งเขารู้ ขนาดเรื่องสอนศาสนาในโรงเรียนรัฐเขาก็ถกเถียงกันว่าจะสอนได้มั้ย ไรงี้

แต่เราก็นะ พยายามเหลือเกิ้นนน ที่จะกำหนดมาตรฐานด้วยสิ่งที่เป็นนามธรรม เอาแน่เอานอนไม่ได้

(โดยที่พื้นฐานก็ไม่เคยส่งเสริมให้ถกเถียงหรือสร้างคนช่างสงสัยใคร่รู้ซักเท่าไหร่อยู่แล้ว)



ผมนั่งดูบรรดาอำมาตย์ที่ภาพลักษณ์ดีๆ อย่างคุณอานันท์เอย คุณจารันเอย (รวมพวกสานเสวนานั่นด้วย)

มาแสดงบทบาทผ่าน "ระบอบโทรทัศนาธิปไตย" แล้ว ... พูดตรงๆ นะครับ

สำหรับคนที่ชอบการเมือง และชอบดูหนังอย่างผม มันเป็นตลกร้ายรายวัน



แต่ผมพูดให้ทุกคนเชื่อ ทุกคนเห็นด้วยไม่ได้หรอก (คุณ Dig คงเก็ตไม่ยาก อิอิ)

เพราะพูดที่ไหน กระทั่งเขียนลงให้พวกคุณอ่านๆ กัน ก็อาจจะโดนสวนกลับคืนมาว่า

ทะลึ่งกับผู้ใหญ่ เด็กอาร้าย ดื้อเหลือเกินนะเรา ไรงี้





ก็จะไปทำให้มันยุ่งยากทำไมล่ะครับ ... กฎหมายก็มีอยู่แล้ว ก็ใช้ไป ก็เคารพกฎหมายสิ

เพราะกฎหมายเองมันก็พัฒนามาจากจารีต ศีลธรรม ประเพณีอยู่แล้ว

แต่เขาเพิ่มวิธีพิจารณา บทลงโทษ ซึ่งมันเป็นเหตุเป็นผล พิสูจน์ได้

กว่าจะพัฒนาระบบกฎหมายมาได้ ให้ฝรั่งมันยอมรับ ยอมขึ้นศาลไทย

ไม่ใช่เอะอะก็ใช้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตมันยากแค่ไหน





อย่างประชาธิปไตยก็ประชาธิปไตย ไม่มีครึ่งใบเต็มใบ จะเอาคนนอกมานั่งนายกฯ (8 ปี)

แล้วบอกประชาธิปไตยมันไม่ใช่ พอพูดถึงปัญหาบ้านเมือง สานเสวนาก็บอกว่า

จริยธรรม คุณธรรม แล้วค่อยต่อท้ายด้วย อุดมการณ์ประชาธิปไตย

แหม เอามาทีหลัง ก็รู้แล้วว่า พวกท่านมันขาวไม่จริง ปัดโธ่เอ๊ย เห็นคนอื่นกินหญ้าหรือไง



......





คุณหนุ่มบ้านนาครับ



ในเรื่องหนึ่งๆ หรือคำหนึ่งๆ มันเหมือนจะไม่ได้ลึก

(แต่พี่จิกเขียนได้หลายหน้า พี่ต้ามมบ่นได้หลายบรรทัด แนวทางต่างกันหรือเปล่า

ผมไม่รู้นะ เพราะผมเห็นว่า หนังสือพี่จิกแกแพงมาก แกควรขายถูกๆ

เพื่อให้คนอ่านเยอะๆ จะดีกว่า อิอิ อย่างว่าแหละครับ ค่าสมองคนมันแพง)


แต่มันก็ลึก อะไรที่มันดูดีมากๆ จงพึงคิดไว้ว่า นั่นแหละ ยิ่งน่าสงสัย

เช่น ผู้ชายที่หล่อมากๆ อาจเป็นเกย์ HaHa



อะไรที่มันเหมือนจะดูดี สวยงาม โดยเฉพาะคำพูดจากคนมีชื่อเสียง

กระทั่ง Fw Mail สั่วๆ .. เนื้อหากระทู้กินจัย ใน pantip.com

(เมื่อก่อนผมก็เล่นนะที่ห้องสมุด/ถนนนักเขียน อิอิ) มันมีอะไรที่ลึกกว่านั้น

มันต้องการคำอธิบาย ต้องการคำท้าทาย และโต้แย้ง ก่อนที่จะเชื่อ



ผมพูดตรงๆ เลยว่า หลายๆ อย่าง สรยุทธ์ หรือ กนก ไม่มีปัญญาสงสัยหรอก

เพราะพวกนี้ไม่ใช่นักอ่าน (อ้ายยุทธมันหยาบ เอกราชละเอียดอ่อนกว่าหลายขุม)

แต่ลูกพี่มันอย่าง สุทธิชัย หยุ่น นี่ OK ผมยอมรับ เพราะแกอ่านเยอะ

แต่แกจะไม่สงสัยแทนพวกเราหรอก แกหลับหูหลับตาแกล้งมองไม่เห็นไป ฮ่าๆๆ







คุณหนุ่มบ้านนาครับ ผมเห็นว่า ถ้าจะเอาจริยธรมอะไรมาพัฒนามนุษย์

หรือจะมาชี้นำสังคมเป็นอีก 1 มาตรฐานของสังคมพุทธท่ามกลางทุนนิยม

ผมก็เห็นด้วย แต่ต้องทำจริงจังเท่านั้น และไม่ใช่ศีลธรรมโดดๆ แบนๆ

หากแต่ต้องลงลึกถึงการสำรวจถึงสภาพจิตใจของมนุษย์ดังวิชาปรัชญา

และที่สำคัญ กม.ปิดเว็บไรนี่ ต้องเลิก ไม่งั้นก็เปล่าประโยชน์ ... แค่หลอกตัวเองแบบแผน 8 แผน 9



ถ้าทำได้ตรงนี้เมื่อไหร่โน่นแหละ นักการเมืองไทย ข้าราชการไทย มันถึงจะหน้าบางเหมือนเมืองฝรั่งเขา

เพราะจิตวิญญาณของสังคมโดยรวมมันละเอียดอ่อน มันเจริญ มันมีระดับอย่างแท้จริง

ไม่ใช่แค่ตอบหรือเอ่ยอ้างจริยธรรมเพื่อเอาใจครูให้ได้คะแนนดีๆ แต่แท้จริง

นักเรียนไม่ได้มีความเชื่ออะไรเลย ความเชื่อหมายถึงอะไรมันยังไม่รู้เลย (ฮ่า)



ถ้าจะเอาแต่ผลสัมฤทธิ์มาทำลายใครก็ตามที่ภาพลักษณ์ไม่งดงามเท่า

โดยไม่ลงทุนเพราะเมล็ด เพาะชำต้นกล้า ... มันก็ต้นไม้ปลอม ดอกไม้พลาสติกฉีดน้ำหอมเท่านั้น



เอ๊ะ หรือว่า สังคมไทยเราชอบของปลอมๆ




:-p



another brick in the wall

Return to “PG RAMA 9 Condominium”