Welcome Guest Advertise with Us | Active Topics | Members | Log In | Register

Thailand Real Estate & Property Forum (คอนโด,บ้าน) » Condo / Condominium - คอนโด คอนโดมิเนียม » Bangna / Srinakarin / Lat Krabang Area » The Four Wings Residence » เกี่ยวกับแผ่นดินไหว

เกี่ยวกับแผ่นดินไหว Options
jangziyee
Posted: Thursday, October 01, 2009 10:41:23 PM

Rank: Advanced Member
Groups: Member

Joined: 13/09/2006
Posts: 1,219
ขอโทษไว้ก่อนนะคะ Smile
ถ้าถามไม่ถูกที่ถูกทาง

ตะกี๊ ดูข่าว วันชาติจีน
แล้วเค้าเอาภาพตอนที่จีนแผ่นดินไหวให้ดู

เลยบังเกิดความสงสัยในบัดดล
อยากทราบสักนิดค่ะ
ว่า คอนโดเรารองรับแรงสั่นสะเทือนได้กี่ริกเตอร์คะ

คือแค่อยากทราบเฉยๆน่ะค่ะ
Razz



มีความสุขจัง ^^
Jarunate
Posted: Monday, October 05, 2009 9:45:26 AM


Rank: Member
Groups: Member

Joined: 28/05/2008
Posts: 195
Location: BKK
คิดเหมือนกันคะ อยากทราบด้วยคะ

Nate
Zimplicity
Posted: Monday, October 05, 2009 6:43:53 PM


Rank: Member
Groups: Member

Joined: 10/12/2008
Posts: 205
Location: Bangkok
อยากรู้ อยากถาม แต่ไม่อยากทดสอบ
Thanadej
Posted: Thursday, October 08, 2009 6:17:10 PM


Rank: Advanced Member
Groups: The Parkland Srinakarin Moderator

Joined: 03/09/2008
Posts: 3,979
Location: Parkland Srinakarin
สำหรับอาคารที่ก่อสร้างหลัง พ.ศ. 2550 มีกำหนดเรื่องพวกนี้ไว้อยู่แล้ว ส่วนรายละเอียดตามด้านล่าง

กฎกระทรวง กำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือน ของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2550 รายละเอียด --> http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2550/A/086/17.PDF

เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากผลการศึกษาพบว่าพื้นที่บริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นชั้นดินอ่อน จึงส่งผลให้เกิดการขยายแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ทำให้อาคารในบริเวณดังกล่าวมีความเสี่ยงภัยจากแผ่นดินไหวในระยะไกล ประกอบกับพื้นที่ภาคใต้บางส่วนของประเทศไทยตั้งอยู่ในบริเวณรอยเลื่อนระนองและรอยเลื่อนคลองมะรุ่ย ซึ่งมีการสั่นสะเทือนอยู่บ่อยครั้งทำให้อาคารในบริเวณดังกล่าวมีความเสี่ยงภัยจากแผ่นดินไหว ประกอบกับหลักเกณฑ์การรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคาร และพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๙ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ไม่ครอบคลุมบริเวณเสี่ยงภัยดังกล่าว และไม่สามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ตามมาตรฐานสากล ดังนั้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัย จึงสมควรขยายพื้นที่การควบคุมอาคารในบริเวณดังกล่าว รวมทั้งปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคาร และพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวเสียใหม่ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

กฎกระทรวง กำหนดชนิดหรือประเภทของอาคารหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่างๆของโครงสร้างอาคาร พ.ศ. 2550 รายละเอียด --> http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2550/A/086/1.PDF

เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดชนิดหรือประเภทของอาคารที่ต้องจัดให้มีการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างอาคารตลอดจนหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจสอบงานออกแบบและคำ นวณส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างอาคาร เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงแข็งแรงและความปลอดภัยของอาคาร และโดยที่มาตรา ๒๑ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุม อาคาร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๓ บัญญัติให้กำหนดโดย กฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

jangziyee
Posted: Thursday, October 08, 2009 6:53:42 PM

Rank: Advanced Member
Groups: Member

Joined: 13/09/2006
Posts: 1,219
ขอบคุณ คุณThanadej มากๆเลยค่ะ
ได้ข้อมูลความรู้ดีๆ อีกแล้ว






มีความสุขจัง ^^
Zimplicity
Posted: Thursday, October 08, 2009 7:10:44 PM


Rank: Member
Groups: Member

Joined: 10/12/2008
Posts: 205
Location: Bangkok
อุ่นใจแล้วคร๊าบบบ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆที่นำมาแบ่งปันครับ
ตอบด้วย
Posted: Monday, October 12, 2009 2:08:19 PM
Rank: Guest
Groups: Guest

แล้วตกลงที่นี่รองรับได้เท่าไหร่เหรอ ไม่เห็นมีฝ่ายโครงการมาตอบเลย อยากรู้เหมือนกันน่ะ
jangziyee
Posted: Thursday, November 26, 2009 11:42:16 AM

Rank: Advanced Member
Groups: Member

Joined: 13/09/2006
Posts: 1,219
ผ่านไปหลายเวลา
ไม่ยักกะเห็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
มาตอบให้ข้อยหายข้องใจ

เลยหามาเองมั่ง
น่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย
Credit : คุณหมาร่าหมาหรอด ขอบคุณนะก๊ะ


ภัยจากแผ่นดินไหว
หลายคนกลัวการอยู่คอนโดมิเนียมด้วยเหตุผลนี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ตึกสูงๆกลับปลอดภัยต่อแผ่นดินไหวมากกว่าตึกเตี้ย ยิ่งสูงยิ่งปลอดภัยครับ เหตุผลคือ การออกแบบอาคารสูงนั้น วิศวกรจะต้องคำนวณฐานรากและโครงสร้างอาคารให้แข็งแรงต้านทานแรงลมไว้อยู่แล้ว ซึ่งทำให้สามารถต้านแรงจากแผ่นดินไหวได้ด้วย เพราะแรงจากแผ่นดินไหวเป็นแรงชนิดเดียวกัน คือ กระทำต่ออาคารทางด้านข้าง

ลองนึกภาพว่าเอาขวดเป๊บซี่ตั้งบนกล่องพิซซ่าแล้วเลื่อนกล่องไปมา ขวดจะโอนเอน ถ้าเลื่อนกล่องแรงๆขวดก็ล้ม นั่นละครับลักษณะการกระทำของแผ่นดินไหว หากเปรียบเทียบกับเอาเทียนปักบนเค้กวันเกิดแล้วลองเลื่อนถาดเค้กไปมาบ้าง เทียนที่ปักอยู่ในเค้กย่อมจะล้มยากใช่ไหมครับ เปรียบเสมือนอาคารสูงที่มีฐานรากเสาเข็มยาวจนถึงชั้นหินแข็ง ทำให้ต้านทานแรงจากแผ่นดินไหวและแรงลมได้

หากดูรายงานข่าวแผ่นดินไหวในต่างประเทศ จะพบว่า อาคารที่พังถล่มมักจะเป็นตึกเตี้ยๆ สูงไม่กี่ชั้น แทบไม่เคยเห็นข่าวอาคาร 20-30 ชั้นถล่มด้วยเหตุแผ่นดินไหวเลย

ปัจจุบันความกลัวภัยแผ่นดินไหวในประเทศไทยมีมากขึ้น ทางการได้ออกกฏใหม่ให้พื้นที่จังหวัดที่มีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวเช่นภาคเหนือและภาคตะวันตก ต้องออกแบบอาคารให้ต้านทานแผ่นดินไหวได้ในระดับหนึ่ง

ในความคิดเห็นของผม การอยู่คอนโดมิเนียมนั้น ภัยจากแผ่นดินไหวไม่น่ากลัวเท่า "อัคคีภัย" ครับ


http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=cbun&month=11-2009&date=23&group=6&gblog=9




มีความสุขจัง ^^
jangziyee
Posted: Tuesday, March 09, 2010 10:16:13 AM

Rank: Advanced Member
Groups: Member

Joined: 13/09/2006
Posts: 1,219
แผ่นดินสะเทือน ความหวั่นไหวของคนบนที่สูง
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 8 มีนาคม 2553 18:57 น.

อาการบิดขี้เกียจของแผ่นเปลือกโลกที่เรียกว่าเกือบจะเป็นข่าวรายสัปดาห์
ไล่ตั้งแต่ต้นปีที่เฮติ ตามมาด้วยชิลี เร็วๆ นี้ก็ญี่ปุ่น ไต้หวัน ล่าสุดก็ที่ตุรกี
ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดอาการวิตกจริตพอประมาณ
จนพานนึกถึงคำทำนายของชาวมายาและภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่กวาดรายได้ไปเมื่อปีที่แล้ว


เรื่องโลกแตกเป็นเรื่องไกลตัว แต่เรื่องแผ่นดินไหวใกล้ชิดเรามากกว่าที่คิด
และประเทศไทยก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิด ความเสี่ยงก็ดูจะสูงขึ้นทุกวัน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเกิดหรือไม่ เกิดเมื่อไหร่
แต่มันอยู่ที่ว่าเราพร้อมรับมือแค่ไหน


ดูอย่างชิลีซึ่งเพิ่งจะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.8 ริกเตอร์ ไปเมื่อไม่นานนี้
ซึ่งถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่โตที่สุดครั้งหนึ่งของโลก
มันรุนแรงเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 5 หมื่นล้านตัน และรุนแรงกว่าที่เฮติ 501 เท่า
แต่การสูญเสียชีวิตผู้คนกลับน้อยกว่ามาก
(ชิลีมาตกม้าตายก็ตรงไม่ยอมแจ้งเตือนภัยสึนามิ)
นั่นหมายถึงการเตรียมรับมือของชิลีค่อนข้างมีความพร้อมสูง


ย้อนมาที่เมืองไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของตึกสูงที่อยู่กันอย่างแออัด
คนกรุงจำนวนมากอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มีกฎหมายที่ดูแลเรื่องนี้อยู่
แต่การมีกฎหมายก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตคนบนที่สูงจะปลอดภัย
เพราะกฎหมายมีช่องโหว่ให้รอดเสมอ


4,300 อาคาร รองผู้ว่าฯ บอกไม่ถล่มแน่

สุระชัย ชูผกา อดีตหัวหน้าผู้วิจัยโครงการจัดการความรู้เพื่อการรณรงค์ป้องกันภัยแผ่นดินไหวในอาคารสูง อธิบายว่า
พื้นที่กรุงเทพฯ เป็นดินอ่อน เมื่อเกิดแผ่นดินไหว การสั่นสะเทือนและการโยกตัวของอาคารก็จะมีมากกว่าพื้นที่ที่เป็นดินแข็ง
ดังนั้น การเอาอภิมหาตึกเกือบหมื่นแห่งวางแปะไว้บนดินโคลนจึงเป็นเรื่องน่าหวาดเสียวเอาการ


“แต่ทางหน่วยราชการ โดยเฉพาะกรมโยธาฯ เขาก็ควบคุมดูแลนะครับ
เพิ่งมีประกาศกระทรวงเมื่อปี 2550 นี่เองว่า
การจะก่อสร้างอาคารสูงในกรุงเทพฯ ต้องได้รับการควบคุมมาตรฐานเพื่อรับมือกับแผ่นดินไหว
แต่ปัญหาก็คือมันบังคับใช้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2550 แต่อาคารก่อนหน้านี้ไม่ถูกบังคับใช้”


จากการสอบถามไปยัง พรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)
พบว่าใน กทม. มีอาคารอยู่ประมาณ 9,300 แห่ง
เป็นตึกที่สร้างหลังปี 2550 ประมาณ 4,300 แห่ง
และสร้างก่อนปี 2550 อีกประมาณ 5,000 กว่าแห่ง พรเทพอธิบายว่า


“หากสังเกตจะพบว่า เวลามีแผ่นดินไหว พวกตึกสูงมักจะไม่ค่อยล้มลงมาหรอก
ที่ล้มส่วนมากจะเป็นตึก 4 ชั้น 7 ชั้น
เพราะส่วนใหญ่เจ้าของมักจะลงทุนค่อนข้างต่ำและประหยัด
คือสร้างเพื่อขายให้เสร็จๆ ไป
แต่พอหลังจากปี 2550 ทุกตึกไม่ว่าจะเป็นตึกใหญ่ ตึกเล็ก
ต้องเข้าตามกฎพวกนี้หมด แล้วนอกจากนี้ยังมีข้อบังคับต่างๆ อีก
เช่น ประกันวินาศภัย หรือแม้แต่เรื่องป้ายที่ไปติดบนหลังคา
การต่อเติมออกมาจากแบบที่อนุมัติเอาไว้
พวกนี้ก็จะต้องมีการปรับ ซึ่งมีเยอะมากนะ


“ที่ผ่านมา ผมเองก็พยายามเข้าไปตรวจสอบดูแล
คือเขาต้องส่งพิมพ์เขียวให้แก่เราก่อน
โดยมีการคำนวณทางด้านวิศวกรว่าสามารถรองรับได้
ทั้งการยึดติดของขั้วต่อ เหล็กเชื่อม ความลึกของเสาเข็ม
หรือ 1 ตารางเมตรสามารถรองรับได้เท่าไหร่ ทั้งด้านตั้ง ด้านนอน
อะไรพวกนี้มันจะมีข้อกำหนด
พอส่งแบบแล้ว เราก็ต้องเขาไปควบคุมดูแลด้วยว่า
เขาสร้างตามแบบที่วิศวกรให้การรับรองหรือไม่
ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว เราก็มั่นใจว่า 4,300 แห่ง ที่สร้างหลังจากปี 2550 จะไม่ถล่มแน่นอน”


แต่อีก 5,000 อาคาร ยังเสี่ยง

แม้ว่ารองผู้ว่าฯ จะรับประกันว่า อาคารอย่างน้อย 4,300 แห่งใน กทม. จะไม่ถล่ม
แต่อีก 5,000 อาคารจะมีใครกล้ารับประกันบ้าง
ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงที่ดูเหมือนว่า
ทาง กทม. ก็ยังหาทางออกที่ชัดเจนไม่ได้
เพราะเขายังบอกเองว่าน่าเป็นห่วง ซึ่งที่ผ่านมาก็พยายามจะเข้าไปดูแล
โดยเฉพาะพวกที่หนีบกระจกหน้าต่างประตู ซึ่งโดยทั่วไปแล้วยึดติดด้วยซิลิโคน
ทำให้มีโอกาสจะตกแตกเวลาเกิดเหตุแผ่นดินไหวได้มาก
แม้จะสั่นไหวเพียงแค่ 2-3 ริกเตอร์ก็ตาม


“ในส่วนของตึกเก่าๆ เราคงต้องใช้ข้อบังคับอื่นๆ
อย่างเรื่องหน้าต่างประตูแทน ถือเป็นการบรรเทาในเรื่องของความปลอดภัยไปก่อน
เพราะคงไม่สามารถใช้บังคับย้อนหลังได้ ถือเป็นเรื่องที่เราหนักใจเหมือนกัน
ยิ่งบางตึกสร้างก่อนปี 2522 ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีการควบคุมอะไรทั้งสิ้น
และก็มีหลายตึกที่เอาตรงนี้มาอ้าง บางทีก็มีการเอื้อประโยชน์กัน
พอเราเข้าไปตรวจสอบก็เตี๊ยมกันมาบ้าง
เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐาน”


รศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย เป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้เกี่ยวกับการออกแบบอาคารที่สามารถลดทอนความร้ายแรงของแผ่นดินไหว บอกว่า
ถึงแม้จะมีกฎกระทรวงที่พูดถึงการสร้างอาคารที่สามารถรับแรงแผ่นดินไหวแล้วก็ตาม
แต่ในความเป็นจริง ยังมีการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจในประเด็นนี้อยู่มาก
ทั้งอาคารที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับ และอาคารเล็กๆ ที่นอกเหนือจากข้อบังคับ


“ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า เมืองไทยยังไม่ให้ความสำคัญ
แม้จะมีกฎกระทรวงออกมาภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร
โดยที่อาคารสูง 15 เมตรขึ้นไปและอาคารสาธารณะจะต้องปฏิบัติตาม
แต่อาคารส่วนมากที่มีอยู่มักจะมีความสูงไม่เกิน 15 เมตร และอาคารเล็กๆ ที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมเหล่านี้
ก็ไม่ได้มีการออกแบบมาเพื่อรองรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวเลย
และมันก็ถูกสร้างมาโดยไม่มีการวางแผน


“ช่องโหว่ด้านกฎหมายของบ้านเราจะต้องมีการทบทวนกันอีกครั้ง เพราะถึงแม้จะมีการกำหนดแล้วก็อาจจะมีบางที่ที่ไม่ทำตาม ซึ่งเกิดจากระบบการบังคับใช้กฎหมายยังไม่มีประสิทธิภาพ ในกระบวนการออกแบบก่อสร้างของบ้านเรา ต้องมีสถาปนิกและวิศวกรเซ็นรับรองมาตรฐานในการออกแบบ แต่แบบเหล่านี้จะไม่มีการตรวจ แต่จะเก็บไว้เพื่อเป็นหลักฐานความรับผิดชอบของวิศวกรและสถาปนิก ถ้าเกิดมีเรื่องราวขึ้นมาก็ค่อยมาตรวจกัน ดังนั้น ถ้าออกแบบผิดก็ไม่มีใครรู้ ตราบใดที่ยังไม่เกิดเรื่อง กลายเป็นว่าคนที่ทำผิดได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น และคนที่ทำถูกต้องกลับเป็นฝ่ายเสียประโยชน์”

เทคโนโลยีและการป้องกัน

ถามว่าเทคโนโลยีตอนนี้เพียงพอที่จะรับมือแผ่นดินไหวได้หรือไม่
รศ.ดร.เป็นหนึ่ง บอกว่า ได้
เนื่องจากในปัจจุบันมันมีเทคโนโลยีที่ใช้ในการออกแบบ
เพื่อให้อาคารรับมือกับแผ่นดินไหวได้ดีขึ้น
ทั้งวัสดุที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นคอนกรีตหรือเหล็กเส้นปกติ
โดยไปใส่ใจที่การออกแบบรูปทรงโครงสร้างและเทคนิคในการก่อสร้าง





มีความสุขจัง ^^
jangziyee
Posted: Tuesday, March 09, 2010 10:24:19 AM

Rank: Advanced Member
Groups: Member

Joined: 13/09/2006
Posts: 1,219
ต่อๆ

อีกแบบเป็นการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น BRB (Buckling-Restrained Braced)
หรือการออกแบบอาคารให้มีความยืดหยุ่น ตัวอย่างเช่น
อาคารที่สร้างมาจากคอนกรีตสำเร็จรูปที่สามารถมีความยืดหยุ่นบริเวณจุดเชื่อมต่อ
หรือจะเป็นการทำ Isolate ฐานราก โดยการใส่ยางลงไป
เพื่อที่เวลาแผ่นดินเกิดการสั่นสะเทือน อาคารจะไม่ได้รับความกระทบกระเทือนมาก
ซึ่งการทำระบบป้องกันจะทำให้ราคาก่อสร้างสูงขึ้น ประมาณ 20–30 เปอร์เซ็นต์


“สำหรับเทคนิควิธีการที่ใหม่ๆ อย่าง BRB นั้น
ในต่างประเทศมีการใช้อย่างแพร่หลาย
ในญี่ปุ่นก็ใช้กันมากว่า 20 ปีแล้ว
แต่ในบ้านเรายังอยู่ในห้องแล็บตามมหาวิทยาลัยอยู่”

นอกจากเรื่องของเทคโนโลยีแล้ว
ความรู้ด้านการป้องกันตนเองจากภัยพิบัติก็เป็นสิ่งสำคัญ
จากการศึกษาของสุระชัยพบว่า
ไม่ค่อยมีสื่อที่คอยกระตุ้นเตือนถึงวิธีหลบภัยที่ถูกต้อง
ทั้งที่คนที่อยู่ในอาคารสูง 11 เขตทั่ว กทม.
ร้อยละ 80 รู้ตัวว่ามีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหว
แต่กลับพบว่าเมื่อเกิดแผ่นดินไหว
สิ่งที่คนเหล่านี้จะทำมากที่สุดคือ วิ่ง

“แล้วพอคุณวิ่ง คุณจะตายจากการวิ่ง”
ซึ่งสุระชัยอธิบายเพิ่มเติมจุดอันตรายตรงนี้อีกว่า


“เราพบอย่างหนึ่งว่า
มันมีสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นให้ประชาชนไปเผชิญกับอันตรายเวลาเกิดแผ่นดินไหวก็คือ ป้ายหนีไฟ
เวลาไปห้างสรรพสินค้าจะเห็นป้ายหนีไฟสีเขียวๆ
คนก็รู้สึกว่าสีเขียวมันเป็นการสื่อสารภายในตัวว่า เป็นที่ปลอดภัย หลบได้
เมื่อเกิดแผ่นดินไหว คนก็จะรู้สึกว่าแผ่นดินไหวคือภัยชนิดหนึ่งในอาคาร
ดังนั้น เขาจะต้องไปยังที่ที่ปลอดภัยคือ ป้ายสีเขียว ก็จะวิ่งไป
ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ต้องห้ามอย่างยิ่งในการหลบภัยแผ่นดินไหว
เพราะจะทำให้คุณถูกสิ่งของหล่นทับ ระหว่างวิ่งไปบันไดหัก อาคารโคลง
สาเหตุการตายส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะเราไม่รู้จักวิธีการหลบภัย”


นี่แหละชีวิตเสี่ยงๆ บนที่สูงแบบไทยๆ
เอาเป็นว่าคำแนะนำที่มีตอนนี้คือ
ตรวจสอบดูว่าอาคารที่คุณอยู่สร้างเมื่อไหร่
มีโครงสร้างรองรับการเกิดแผ่นดินไหวหรือไม่
ถ้าไม่มี ก็จำเป็นต้องมองหาวิธีผ่อนหนักเป็นเบา
และเริ่มเรียนรู้วิธีหลบภัยจากแผ่นดินไหว


..........

ปูมแผ่นดินไหวในไทย

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหว จะเป็นสิ่งที่ไกลตัวในความรู้สึกของคนไทย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยนั้น
ต้องพบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวมาหลายต่อหลายครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี พ.ศ.1558 ที่โยนกนคร จนแผ่นดินยุบลงไปกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่
หรือจะเป็นในปี พ.ศ.2088 ที่เชียงใหม่ ซึ่งแผ่นดินไหวในครั้งนั้น ทำให้ยอดของเจดีย์หลวงพังทลายลงมา

และหลังจากที่มีการผลิตเครื่องตรวจวัดความแรงแผ่นดินไหวตั้งแต่ปี พ.ศ.2455 ก็ได้มีการบันทึกว่า
แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเกิดขึ้นที่ จังหวัดน่าน
มีขนาดความรุนแรง 6.5 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2478
แต่โชคดีที่ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ในป่าเขา จึงไม่มีการบันทึกความเสียหายเอาไว้


หลังจากนั้น ตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปี 2549 ก็มีการบันทึกว่า
เกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่กว่า 80 ครั้ง
โดยมี 8 ครั้ง ที่มีความรุนแรงมากกว่า 5 ริกเตอร์
(ที่ชิลีครั้งล่าสุดมีความรุนแรง 8.8 ริกเตอร์)
และในแต่ละครั้งนั้นมักจะเกิดที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือและกาญจนบุรีเป็นส่วนมาก
โดยมีรายละเอียดดังนี้


วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2518 เกิดแผ่นดินไหวที่ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ความรุนแรง 5.6 ริกเตอร์

-วันที่ 15 เมษายน 2526 ที่ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ความรุนแรง 5.5 ริกเตอร์

-วันที่ 22 เมษายน 2526 ที่ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ความรุนแรง 5.9 ริกเตอร์

-วันที่ 11 กันยายน 2537 ที่ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ความรุนแรง 5.1 ริกเตอร์

-วันที่ 9 ธันวาคม 2538 ที่ อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ความรุนแรง 5.0 ริกเตอร์

-วันที่ 21 ธันวาคม 2538 ที่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ความรุนแรง 5.2 ริกเตอร์

-วันที่ 13 ธันวาคม 2549 ที่ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ความรุนแรง 5.1 ริกเตอร์


จากสถิติทั้งหมดจะเห็นได้ว่า
แท้แล้วประเทศไทยก็เสี่ยงกับแผ่นดินไหวไม่น้อยหน้าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเลย


(ข้อมูลอ้างอิงจากกรมทรัพยากรธรณี http://www.dmr.go.th)

*************

เรื่อง: ทีมข่าว CLICK
ภาพ: ทีมภาพ CLICK





มีความสุขจัง ^^
Thanadej
Posted: Thursday, March 11, 2010 8:30:09 PM


Rank: Advanced Member
Groups: The Parkland Srinakarin Moderator

Joined: 03/09/2008
Posts: 3,979
Location: Parkland Srinakarin
ตอบด้วย wrote:
แล้วตกลงที่นี่รองรับได้เท่าไหร่เหรอ ไม่เห็นมีฝ่ายโครงการมาตอบเลย อยากรู้เหมือนกันน่ะ


โดยทั่วไป เจ้าหน้าที่นิติฯ จะไม่ทราบเรื่องแบบนี้นะครับ แต่น่าจะต้องดูแบบแปลน ,รายการประกอบแบบแปลน ,รายการคำนวณ ซึ่งน่าจะแนบอยู่กับแบบของอาคาร ซึ่งจะส่งมอบให้กับคณะกรรมการชุดแรกและจัดเก็บไว้ที่อาคารชุดนั้นๆ และคนโดยทั่วไปน่าจะอ่านแบบพวกนี้ได้ค่อนข้างยาก (โดยความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าเจ้าหน้าที่นิติฯ ไม่สามารถอ่านแบบพวกนี้ให้เข้าใจได้) นอกจากคนที่เป็นวิศวกรหรือสถาปนิก รวมถึงคนที่ทำงานเกี่ยงข้องกับการก่อสร้าง

ปล. ถึงยังไง ตาม พรบ.ควมคุมอาคาร 2522 / กฎกระทรวง กำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบ พ.ศ. 2548 กำหนดไว้ว่า อาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด หรืออาคารอยู่อาศัยรวม ที่มีพื้นที่อาคารรวมกันในหลังเดียวกันเกิน 5,000 ตร.ม. ให้ตรวจสอบก่อนวันที่ 25 ต.ค. 2553 ดังนั้นก็ไม่ควรกังวลมากนะครับเพราะว่าเดี่ยวจะมีวิศวกรมาตรวจสอบอาคารประจำปีอยู่แล้ว

มาตราริคเตอร์
1-2.9 เล็กน้อย ผู้คนเริ่มรู้สึกถึงการมาของคลื่น มีอาการวิงเวียนเพียงเล็กน้อยในบางคน
3-3.9 เล็กน้อย ผู้คนที่อยู่ในอาคารรู้สึกเหมือนมีอะไรมาเขย่าอาคารให้สั่นสะเทือน
4-4.9 ปานกลาง ผู้ที่อาศัยอยู่ทั้งภายในอาคาร และนอกอาคาร รู้สึกถึงการ สั่นสะเทือน วัตถุห้อยแขวนแกว่งไกว
5-5.9 รุนแรงเป็นบริเวณกว้าง เครื่องเรือน และวัตถุมีการเคลื่อนที่
6-6.9 รุนแรงมาก อาคารเริ่มเสียหาย พังทลาย
7.0 ขึ้นไป เกิดการสั่นสะเทือนอย่างมากมาย ส่งผลทำให้อาคารและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เสียหายอย่างรุนแรง แผ่นดินแยก วัตถุบนพื้นถูกเหวี่ยงกระเด็น

การที่อาคารจะพังหรือไม่นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับมาตราริคเตอร์ (เพราะมาตราริคเตอร์ บอกในเรื่องของขนาดและความสัมพันธ์ของขนาดโดยประมาณกับความสั่นสะเทือนใกล้ศูนย์กลาง) อาคารจะพังหรือไม่ขึ้นกับค่าแรงเฉือนทั้งหมดในแนวราบที่ระดับพื้นดินของโครงสร้าง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างแรงเฉือนทั้งหมดของโครงสร้างอาคารที่เกิดการวิบัติหรือพังทลายเมื่อรับแรงกระทำแบบทิศทางเดียว มีการกระจายแรงเป็นรูปสามเหลี่ยม กับแรงเฉือนทั้งหมดของโครงสร้างที่รับแรงเนื่องจากคลื่นแผ่นดินไหวจำลอง พบว่าแรงเฉือนทั้งหมดที่ทำให้โครงสร้างเกิดการวิบัติมีค่าเป็น 2.78 เท่าของแรงเฉือนทั้งหมดซึ่งเกิดจากคลื่นแผ่นดินไหวจำลองทีทำให้โครงสร้างเกิดความเสียหายเล็กน้อย (ดัชนีความเสียหาย = 0.2) และมีค่าเป็น 1.39 เท่าของแรงเฉือนทั้งหมดซึ่งเกิดจากคลื่นแผ่นดินไหวจำลองที่ทำให้โครงสร้างเกิดความเสียหายปานกลาง (ดัชนีความเสียหาย = 0.4) และเมื่อพิจารณาแรงเฉือนทั้งหมดตามกฎหระทรวง ฉบับที่ 49 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 พบว่าแรงเฉือนทั้งหมดที่ทำให้โครงสร้างเกิดการวิบัติมีค่าเป็น 6 เท่าของแรงเฉือนทั้งหมดตามกฎหระทรวงฯ และแรงเฉือนทั้งหมดที่ทำให้โครงสร้างเกิดการครากมีค่าเป็น 4.3 เท่าของแรงเฉือนทั้งหมดตามกฎหระทรวงฯ และได้มีการเพิ่มกฎกระทรวงเมื่อปี 2550 (ตามที่เขียนไว้ด้านบน)

Thanadej
Posted: Thursday, March 11, 2010 8:31:20 PM


Rank: Advanced Member
Groups: The Parkland Srinakarin Moderator

Joined: 03/09/2008
Posts: 3,979
Location: Parkland Srinakarin
เอกสารเกียวกับมาตรฐาน (ได้มาจาก วสท.)
1) กฏกระทรวง กำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของ อาคารและพื้นที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของ แผ่นดินไหว ฉบับปี พ.ศ. 2550
2) การออกแบบอาคารเพื่อต้านทานการสั่นสะเทือนและแผ่นดินไหว (มยผ.1301-50)
3) มาตรฐานสำหรับอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยวิธีกำลัง (วสท.1008-38)
4) Building Code Requirements for Structural Concrete (ACI318-99)

เห็นมีรูปภาพประกอบคิดว่าถ้าดูตามรูปอาจจะมีความเข้าใจได้บ้าง (แต่รายละเอียดการคำนวณคิดว่าคงต้องเป็นพวกวิศวกรโยธาเท่านั้นถึงจะเข้าใจ)













Thanadej
Posted: Thursday, March 11, 2010 9:05:36 PM


Rank: Advanced Member
Groups: The Parkland Srinakarin Moderator

Joined: 03/09/2008
Posts: 3,979
Location: Parkland Srinakarin
jangziyee wrote:
..สำหรับเทคนิควิธีการที่ใหม่ๆ อย่าง BRB นั้น ในต่างประเทศมีการใช้อย่างแพร่หลาย ในญี่ปุ่นก็ใช้กันมากว่า 20 ปีแล้ว แต่ในบ้านเรายังอยู่ในห้องแล็บตามมหาวิทยาลัยอยู่...


เรื่อง Buckling Restrained Brace Frame ; BRBF โครงรั้งยึดไร้การโก่งเดาะ ในไทยมีมานานแล้วนะครับ (น่าจะมากกว่าสิบปีแล้ว) ใช้เพื่อลดความเสียหายหรือลดความรุนแรงในกรณีเกิดแผ่นดินไหว โดยได้มีการผลิตชิ้นส่วนสำหรับยึดติดระหว่างเสาบริเวณโดยรอบอาคารในลักษณะที่เรียกว่า Brace Frame เพื่อทำหน้าที่ถ่ายแรง ซึ่งจากผลการศึกษา เก็บข้อมูลและทดลอง พบว่าอาคารโครงสร้างเหล็กที่เสียหายจากแรงแผ่นดินไหว องค์อาคารที่มักจะเกิดความเสียหายก่อนคือ ชิ้นส่วนค้ำยันด้านข้าง หรือ Brace Frame นั่นเอง และสาเหตุหนึ่งนั่นคือ ความเสียหายจากการโก่งเดาะ หรือ เกิดการ Buckling ในชิ้นส่วนดังกล่าว

จึงได้มีการคิดค้นและพัฒนาโดยใช้หลักการทางวิศวกรรมและวัสดุศาสตร์เข้ามาประยุกต์ใช้ร่วมกันจนเกิดเป็นผลงานที่เรียกว่า Buckling Restrained Brace Frame : BRBF หรือ โครงรั้งยึดไร้การโก่งเดาะ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนองค์อาคารประเภทหนึ่งซึ่งออกแบบขึ้นมาสำหรับต้านทานหรือรับแรงทางข้าง Lateral Force เช่น แรงลม หรือ แรงจากการเคลื่อนตัวของเครื่องจักรประเภท Overhead Crane หรือ แรงจากแผ่นดินไหว เป็นต้น

โดยอาศัยหลักการที่ว่า วัสดุแต่ละประเภท จะมีความสามารถในการต้านทานลักษณะของแรงที่มากระทำได้แตกต่างกัน คือ วัสดุประเภทเหล็ก จะมีความสามารถในการรับแรงดึงได้ดี ในขณะที่วัสดุประเภทซีเมนต์ จะรับแรงอัดได้ดี จากคุณสมบัติของวัสดุดังกล่าวจึงได้นำมาประกอบกันขึ้นในลักษณะที่ให้เหล็กเป็นแกนทำหน้าที่รับแรงดึง ในขณะที่ใช้ซีเมนต์หรือมอร์ตาที่หล่อขึ้นรูปในสัดส่วนที่เหมาะสมหุ้มอยู่ภายนอกโดยมีปลอกเหล็ก Casing หุ้มอยู่ภายนอกอีกชั้น เพื่อให้ซีเมนต์หรือมอร์ตาคงรูปและเพิ่มความแข็งแรงอีกด้วย ซึ่งในระหว่างผิวสัมผัสของวัสดุทั้งสองประเภท จะต้องมีการเคลือบวัสดุหรือสารบางประเภท Debonded เพื่อให้วัสดุทั้งสองประเภทเป็นอิสระต่อกันและไม่เกิดแรงเสียดทานระหว่างวัสดุดังกล่าว

อ้างอิง สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย


Thanadej attached the following image(s):
103.png




ทำใจ
Posted: Thursday, March 18, 2010 1:43:03 AM
Rank: Guest
Groups: Guest

เอ ทุกคนน่าจะคุ้นเคยดีกับคุณภาพการก่อสร้างอันเยี่ยมยอดได้มาตรฐานของโครงการแล้วนะ ทำใจเหอะข้างนอกยังปัญหาบาน ไม่อยากจะรู้เลยว่าที่ไม่เห็นเป็นยังไง
ูู^^
Posted: Tuesday, October 05, 2010 8:11:02 PM
Rank: Guest
Groups: Guest

jangziyee wrote:
ขอโทษไว้ก่อนนะคะ Smile
ถ้าถามไม่ถูกที่ถูกทาง

ตะกี๊ ดูข่าว วันชาติจีน
แล้วเค้าเอาภาพตอนที่จีนแผ่นดินไหวให้ดู

เลยบังเกิดความสงสัยในบัดดล
อยากทราบสักนิดค่ะ
ว่า คอนโดเรารองรับแรงสั่นสะเทือนได้กี่ริกเตอร์คะ

คือแค่อยากทราบเฉยๆน่ะค่ะ
Razz


จากการที่เคยเห็นเค้ายื่นขออนุญาติก่อสร้างคอนโด
โดยมาก เจ้าของจะใช้มาตรา 39 ทวิ ยื่นขออนุญาติ
จะถามว่า มาตรา 39 ทวิ คืออะไร
คือการให้ระดับวุฒิวิศวกรทำการเซนรับรองก่อน
เพื่อที่จะทำให้เกิดการก่อสร้างก่อนทำการขออนุญาตทีหลัง
ซึ่งถามว่ารายการคำนวณคอนโดส่วนใหญ่
ถ้าออกแบบตามกฏกระทรวง ปี 2550
ส่วนมากจะทนระดับแผ่นดินไหวระดับ 5-7 ริกเตอร์ได้
ทั้งนี้จะสังเกตุง่ายๆ ว่าอาคารคอนโดที่ท่านอยู่
รับแรงแผ่นดินไหว หรือออกแบบรับแผ่นดินไหวหรือไม่
สังเกตุจากขนาดของเสาอาคารคร่าวๆได้เลย
ถ้าอาคารคอนโดสูงเกิน 10 ชั้น
ถ้าเสาชั้นล่าง ชั้นที่สองมีขนาดใหญ่ วัดง่ายๆ ถ้าเกินสี่คืบมืออะ
ก็รับรองว่าอุ่นใจได้ระดับหนึ่งแน่นอนครับ
ถ้าเล็กกว่าไม่เกินสามคืบมือ ยังพอทน
ถ้าเล็กกว่านั้นรับประกันว่าไม่ได้ออกแบบรับแผ่นดินไหวแน่นอนครับ

Forum Jump
You can post new topics in this forum.
You can reply to topics in this forum.
You cannot delete your posts in this forum.
You cannot edit your posts in this forum.
You cannot create polls in this forum.
You cannot vote in polls in this forum.

Main Forum Rss Feed : RSS

Powered by Yet Another Forum.net version 2.2.0 - 16/08/2011 
Copyright © 2003-2006 Yet Another Forum.net. All rights reserved.